แนวทางอภิบาลด้านคำสอน กรุงเทพฯ

การอภิบาลด้านคำสอน สำหรับวัดและโรงเรียนในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มีการบริหารจัดการในหลากหลายรูปแบบ บางวัดเปิดสอนในวันอาทิตย์ระหว่างปี บางวัดสอนในช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อน บางวัดจัดให้มีการสอนในระหว่างปีการศึกษา สอนในโรงเรียน เป็นต้น สิ่งที่เป็นความตระหนักของเราอันดับแรกก็คือ โอกาสที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้คำสอนต่างๆ ของพระศาสนจักร โดยเฉพาะเกี่ยวกับข้อความเชื่อคริสตชน การปฏิบัติตน(หน้าที่)เป็นคริสตชนที่ดีและการดูแลให้พวกเขาได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์พื้นฐาน (ศีลล้างบาป ศีลมหาสนิท ศีลกำลัง) และศีลอภัยบาป คือช่วงเวลาระหว่าง 1-12 ปี(ประถมศึกษา ปีที่ 6) แม้ว่าคริสตชนควรได้รับการอบรมอย่างต่อเนื่องต่อไปในทุกช่วงวัยแต่การติดตามและดำเนินการก็เป็นเรื่องยากและยังเป็นการท้าทายสำหรับเรา จึงจำเป็นต้องติดตามและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ดี เพื่อที่จะรักษาช่วงเวลาพิเศษที่บรรดาเด็กๆ จะได้รับการอภิบาลด้านคำสอนอย่างเต็มที่  ขอเสนอแนวทางและข้อสังเกตเพื่อการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังต่อไปนี้

  1.  มีการประชาสัมพันธ์และติดตาม  แต่ละวัดควรมีการสำรวจและติดตามเด็กๆ คริสตังทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์ต้องมาเตรียมตัวเพื่อรับศีลศักดิ์สิทธิ์ เด็กที่เรียนในโรงเรียนคาทอลิก เด็กที่เรียนนอกโรงเรียนคาทอลิก ผู้ใหญ่ที่ล้างบาปแล้วยังไม่ได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ควรประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจนว่าทางวัดจัดการอย่างไรเรื่องการเตรียมเด็กให้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ (ช่วงเวลาที่เปิดสอน, กำหนดการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละปี)
  2. พระสงฆ์เตือนหน้าที่ของบิดามารดา/พ่อแม่ทูนหัว ผู้ใหญ่ ในการดูแลวิญญาณของบุตรหลาน/ลูกทูนหัว พร้อมทั้งแนะนำวิธีการในการดูแลวิญญาณของบุตรหลาน อีกทั้งการเป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเขาในการดำเนินชีวิต หากเป็นไปได้ควรนัดพบผู้ปกครอง/พ่อแม่ทูนหัวเพื่อให้การอบรมเป็นพิเศษ
  3. ให้ความสำคัญกับการเตรียมเด็กเพื่อรับศีลอภัยบาปมากขึ้น เด็กๆ ตั้งแต่อายุ 6 หรือ 7 ขวบ เขาก็มีสำนึกด้านศีลธรรมแล้ว (Pope Francis) ดังนั้นการสอนให้เขามีมโนธรรมที่เที่ยงตรง และเลือกตามเสียงของพระเสียงแห่งความดีจึงเป็นสิ่งที่ควรจะเน้นเป็นพิเศษ แต่ในการเตรียมเด็กเพื่อรับศีลอภัยบาปมักผนวกรวมไปกับการเตรียมเด็กรับศีลมหาสนิทครั้งแรก และจัดในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้การเน้นความสำคัญของศีลศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละศีลโดยเฉพาะศีลอภัยบาปถูกลดทอนลง จึงขอเสนอให้มีการแยกช่วงเวลาในการรับศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทครั้งแรกออกจากกัน อย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี (ศีลอภัยบาป ป.2, ศีลมหาสนิทครั้งแรก จบป. 3) อนึ่ง ทางแผนกคำสอนมีบทเรียนเพื่อเตรียมตัวเด็กรับศีลอภัยบาป
  4. เกณฑ์เด็กรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ
    1. ศีลอภัยบาป ตั้งแต่อายุ 7 (ป.2)(ใหม่)/มีหนังสือเตรียมรับศีลอภัยบาปและแนวทาง
    2. ศีลมหาสนิทครั้งแรก ตั้งแต่อายุ 8 (ป.3)
    3. ศีลกำลัง  ตั้งแต่อายุ 12 ปี ขึ้นไป (ป.6)
    4. รื้อฟื้นศีลล้างบาปและศีลมหาสนิทอย่างสง่า (ม.3) สามารถจัดให้เด็กมากกว่า 1 ครั้ง กรณีเด็กที่มาเรียนคำสอนหลังจากรับศีลกำลังแล้วก็สามารถให้เด็กรื้อฟื้นศีลศักดิ์สิทธิ์อย่างสง่าได้
  5. การอภิบาลเด็กรับศีลมหาสนิท เพื่อเป็นการติดตามและส่งเสริมให้เด็กที่ได้รับอนุญาตให้รับศีลมหาสนิทมีความชิดสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า ให้พระองค์เป็นเพื่อนสนิทของพวกเขา จึงควรมีการติดตามเด็กที่ได้เพิ่งรับศีลมหาสนิทครั้งแรกไปอีกสักระยะหนึ่ง (ควรให้เขามารับศีลมหาสนิทอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์/ทุกครั้งที่ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ) ควรมีการมอบหมายผู้รับผิดชอบในการติดตามอย่างชัดเจน (บราเดอร์, ครูคำสอน, สภาภิบาล, ฯลฯ) นอกเหนือจากพ่อแม่หรือพ่อแม่ทูนหัว
  6. การอภิบาลเด็กศีลกำลัง บางวัด/โรงเรียนมักจะติดตามเด็กให้มาเตรียมรับศีลกำลังเฉพาะปีที่ถึงเกณฑ์(จบป.5)เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องของการสูญเสียโอกาสและอันตรายมาก ควรให้เขาได้รับการเรียนคำสอนอย่างต่อเนื่องหลังจากรับศีลมหาสนิทครั้งแรกแล้ว (ตั้งแต่ป.4 ขึ้นไป) เพราะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้เรียนรู้ถึงหน้าที่คริสตชน เติบโตทางความเชื่อ พระพรที่พวกเขาได้รับและบทบาทของพวกเขาในพระศาสนจักร
    1. ควรอบรมด้านคำสอนต่อเนื่องหลังจากรับศีลมหาสนิทครั้งแรก (ป.4-ป.ุ6)
    2. ควรจัดประสบการณ์จริงในการทำหน้าที่คริสตชน การใช้พระพรของพระในบริบทชีวิตของพวกเขา การมีส่วนร่วมในงานแพร่ธรรม  เรียนรู้ด้านพระกระแสเรียกโดยเฉพาะพระสงฆ์และนักบวช ฯลฯ
    3. ควรให้มีการประชุมยุวธรรมทูต(ฝึกเด็กให้เป็นผู้แพร่ธรรมใน 4 มิติ คือ ศึกษาพระคัมภีร์, ภาวนา, กิจกรรมเพื่อการแพร่ธรรม, เฉลิมฉลองความเชื่อ/รู้-รัก-รับใช้-ก้าวไปด้วยกัน) เพื่อพวกเขากล้าหาญเข้มแข็งในการเป็นพยานชีวิตและเป็นผู้ประกาศข่าวดีต่อไป
  7. ฝึกฝนติดตามการดำเนินชีวิตคริสตชนในภาคปฏิบัติ การสอนคำสอนเป็นช่วงเวลาพิเศษที่พวกเขาควรได้รับการแนะนำ ฝึกฝน การดำเนินชีวิตคริสตชนอย่างเข้มข้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เป็นแค่เพียงการเอาการบทสวด ติดตามการมาเข้าเรียน เท่านั้น แต่การฝึกให้เขามีนิสัยการรักการภาวนา กระตือรือล้นในการใกล้ชิดพระเยซูเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์ในการร่วมพิธีกรรมยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งควรเรียกร้องทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพ่อแม่และผู้ปกครอง
  8. การจัดพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ควรได้รับการเตรียมอย่างดี และให้ความสำคัญเป็นพิเศษในแต่ละศีล  ควรพิจารณาร่วมกันว่าอะไรบ้างที่จะทำให้พิธีนี้มีคุณค่าสูงสุดสำหรับผู้รับศีลฯ เช่น การที่ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในพิธีกรรม การให้เด็กๆ เตรียมตัวอย่างดีทั้งภายใน(ฟื้นฟูจิตใจ) และภายนอก(เครื่องแต่งกาย), ซ้อมเพลงและพิธีการอย่างดี การเตือนให้พ่อแม่ผู้ปกครองเตรียมตัวรับศีลศักดิ์สิทธิ์ และมาร่วมยินดีกับผู้รับศีลฯ  การจัดเลี้ยงภายในครอบครัวหรือในวัดในวันรับศีลฯ เป็นต้น
  9. พิธีรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งศีลล้างบาปและรื้อฟื้นศีลมหาสนิทอย่างสง่า เป็นพิธีที่สนับสนุนให้จัดสำหรับผู้ที่รับศีลกำลังแล้ว เยาวชน หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่(อาจจะเป็นพ่อแม่ของเด็กรับศีลฯ) เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของพระพรแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับ  (สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาส/ไม่สามารถมาเรียนคำสอนต่อเนื่องก็เป็นการเพียงพอหากมีการอบรมช่วงระยะเวลาหนึ่ง)
  10. การฟื้นฟูจิตใจ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หากเป็นไปได้ควรถือโอกาสให้ผู้ปกครอง/พ่อแม่ทูนหัวได้มีโอกาสฟื้นฟูจิตใจและเตรียมตัวรับศึลศักดิ์สิทธิ์ด้วย

image003_1_orig

Leave a comment