ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

26 กันยายน 2018 วันพุธ สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

คนเราควรดำเนินชีวิตโดยหลัก 2 ประการคือ ดำเนินชีวิตอยู่ในความจริง และอยู่ในความพอดีไม่กระวนกระวายขวนขวายอยากได้ใคร่มีจนเกินไปจนหลงลืมพระ หรือปล่อยตัวเองอยู่ในความขาด(ความยากจน)จนบีบค้นให้ต้องทำสิ่งชั่วร้าย เรามีพระพรสำหรับยกระดับชีวิตมนุษย์ของเราให้มีศักดิ์ศรี เราต้องรับผิดชอบตัวเองด้วย

ants_a_people_not_strong

นี่คือสิ่งที่หนังสือสุภาษิตที่บรรจุคำสอนของการดำเนินชีวิตบอกกับเรา “…ขอให้ความมุสาและถ้อยคำเท็จอยู่ห่างไกลจากข้าพเจ้า อย่าประทานความยากจนหรือความร่ำรวยแก่ข้าพเจ้าเลย…”

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

25 กันยายน 2018 วันอังคาร สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

เรามัวแต่มองว่าเมื่อไรคนชั่วร้ายจะได้รับผลกรรมของตนเอง เราเศร้าใจเพราะดูเหมือนว่าพวกเขากลับมีชีวิตที่ดีขึ้น เราลืมไปหรือไม่ว่าเราเองก็ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินชีวิตและคิดเสมอว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร

Running water

หนังสือสุภาษิตซึ่งเป็นคำสอนที่กลั่นกรองจากประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ และเป็นความรอบรู้ที่พระเจ้าประทานให้ สอนเราว่าคนชั่วร้ายจะได้รับผลกรรมของเขาแน่ๆ สุดท้ายปลายทางของเขาย่อมอเน็จอนาถอย่างยิ่ง และถ้าเราตระหนักความจริงอย่างนี้แล้วหนังสือสุภาษิตสอนเราว่าเราต้องรักษาชีวิตของเราอย่างดีเพื่อพระเจ้าจะได้โปรดปรานเรา นั่นคือ เราควรปฏิบัติความชอบธรรมและความยุติธรรม ไม่โกหกหลอกลวงพูดตามความจริงเสมอ ไม่ใช้ความรุ่นแรงตอบโต้ใคร ยินดีที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ มีใจเมตตาและปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรัก

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

24 กันยายน 2018 วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

หลายๆ ครั้งเราไม่กล้าแสดงออกให้คนอื่นเห็นและรับรู้ในความดีที่เราทำ รับรู้ความเชื่อในศาสนาที่นับถือ อ้างว่าเราต้อง “ปิดทองหลังพระ” “ทำบุญมือขวาอย่าให้มือซ้ายรู้” ต้อง”ภาวนาในที่ลับไม่ให้ใครเห็น” ฯลฯ ที่จริงถ้อยคำเหล่านี้ต้องการจะย้ำถึงการทำให้เจตนาในการกระทำของเราซื่อตรง แต่เรากลับปฏิบัติตามตัวอักษร ในสังคมก็เลยเห็นแต่ภาพของการกระทำความชั่ว ทำชั่วแล้วเด่นดังเหมือนเป็นที่ยอมรับ แต่คนทำความดีกลับเอียงอายไม่กล้าเปิดเผย แถมบางทีเรากลับอิจฉาคนทำความดีไม่รู้สึกชื่นชมเขา ขาดแบบอย่างคนดี

16501679-bible-et-lampe-à-huile

วันนี้พระเยซูเจ้าสอนว่า ““ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วเอาถังครอบไว้หรือวางไว้ใต้เตียง แต่เขาย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง เพื่อคนที่เข้ามาจะเห็นแสงสว่างได้…” ถ้าคนเขารู้ว่าเราเป็นคริสตชนเขาก็คงจะดูว่าการดำเนินชีวิตของเราแต่ละขณะนั้นมีอะไรบ้างที่เขาเห็นได้ หรือจะให้เขารับรู้จากลมปากหรือเครื่องประดับที่เราสวมใส่เฉยๆ ว่าเราเป็นคริสตัง

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

23 กันยายน 2018 วันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ความอิจฉาริษยา และความทะเยอทะยาน เป็นสิ่งชั่วร้ายที่ทำลายความสัมพันธ์ สังคมมักเจ็บปวดและได้รับผลกระทบจากผู้ที่ถูกความอิจฉาริษยาและทะเยอทะยานครอบงำจิตใจเสมอ

พวกศิษย์ของพระเยซูเจ้าก็มีความทะเยอทะยานเช่นกัน เขาคุยกันว่าใครจะได้เป็นใหญ่ในท่ามกลางพวกเขา พระเยซูเจ้าก็ทรงสอนพวกเขาถึงหนทางที่จะทำให้เราเป็นใหญ่อย่างแท้จริง “คือการรับใช้”

การรับใช้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสุภาพ ความสุภาพทำให้เรามองเห็นตัวตนของเราอย่างแท้จริงว่าเราเป็นใคร เมื่อเรามีหัวใจใสบริสุทธิ์เหมือนเด็กๆ พวกเขาเปิดรับทุกคน ไม่มีอะไรเคลือบแฝงในจิตใจ “…ผู้ใดที่ต้อนรับเด็กเล็กๆ เช่นนี้ในนามของเรา ก็ต้อนรับเรา” และเริ่มตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องเพื่อความดีสำหรับผู้อื่นมากกว่าเพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเอง “ถ้าผู้ใดอยากเป็นคนที่หนึ่ง ก็ให้ผู้นั้นทำตนเป็นคนสุดท้าย และเป็นผู้รับใช้ของทุกคน” 

4690562

เราวอนขอพระพรจากพระเพื่อเราจะขจัดรากเหง้าของความชั่วร้ายออกจากชีวิตของเรา และให้เราสามารถรับใช้พระและเพื่อนพี่น้องตามสถานภาพชีวิตของเราแต่ละคน

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

22 กันยายน 2018 วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

เรามีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย สำหรับคริสตชนเชื่อในเรื่องของการกลับคืนชีพของผู้ตาย และแน่นอนย่อมอยากรู้เหมือนกันว่าชีวิตหลังความตายจะเป็นอย่างไร?

ท่านนักบุญเปาโลนำเสนอความคิดว่าเราไม่อาจจะรู้ได้อย่างแน่ชัดในเรื่องนี้ แต่ท่านแน่ใจว่าเราแต่ละคนก็ยังเป็นตัวเราเอง แต่ในสภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป เราจะเป็นเหมือนกับตัวเราเองเมื่อพระเจ้าทรงสร้างเรา ทุกสิ่งที่ถูกทำลายไปเพราะบาปของมนุษย์ก็จะคืนสู่สภาพที่เราเป็น และสิ่งที่แน่ชัดที่สุดคือ  “เราจะเห็นพระเจ้าแบบหน้าต่อหน้า” นั่นเอง

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

20 กันยายน 2018 วันพฤหัส สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ระลึกถึง น.อันดรูว์ กิม เตก็อน พระสงฆ์ 
น.เปาโล จง ฮาซัง และเพื่อนมรณสักขีชาวเกาหลี

นักบุญกิม เต ก็อน ได้รับศีลล้างบาปเมื่ออายุ 15 ปี ได้รับการเตรียมตัวเป็นพระสงฆ์ที่มาเก๊าและฟิลิปปินส์ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อท่านมีอายุ 23 ปี จากนั้นจึงเข้ามาในเกาหลีบ้านเกิดของท่านเพื่อทำหน้าที่ในการประกาศข่าวดี สมัยนั้นมีการเบียดเบียนคริสตศาสนิกชนอย่างหนัก และคาทอลิกจำนวนมากถูกจับและถูกตัดสินประหารชีวิต ท่านถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะขณะที่ท่านมีอายุเพียง 25 ปี พร้อมกับเปาโล จง ฮาซังและเพื่อนมรณสักขี

tumblr_man5a0Qm3W1r3rvmeo1_500

ความตายของท่านนักบุญทำให้เราเห็นว่ายังมีความเกลียดชัง การเบียดเบียนและมีการตั้งข้อรังเกียจกันและกันในเรื่องความแตกต่างระหว่างศาสนาอยู่มาก แต่อย่างไรก็ดีผู้ที่มีความเชื่อมั่นคงก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะละทิ้งความเชื่อนั้นไป พระเยซูเจ้าทรงยืนยันจะประทานรางวัลแก่ผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนเพื่อพระองค์ “…มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป ถ้าผู้ใดอับอายเพราะเราและเพราะถ้อยคำของเรา บุตรแห่งมนุษย์ก็จะอับอายเพราะเขา เมื่อเสด็จมาในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ ของพระบิดา และของบรรดาทูตสวรรค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์”

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

19 กันยายน 2018 วันพุธ สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน ไบเบิ้ลไดอารี่

  • เด็กๆ มักก่นด่าว่ากันหากกติกาที่ตั้งไว้ในเกมที่จะเล่นด้วยกันแล้วเพื่อนไม่เคารพกติกานั้น แน่นอนจะมีบางบทบาทที่ไม่อยากจะเล่น แต่ความสุขสนุกสนานมักจะเกิดขึ้นเสมอถ้าทุกคนร่วมมือด้วย

424

  • วันนี้พระเยซูเจ้าเตือนเราให้เรารู้จักให้ความร่วมมือกับผู้อื่นในความสร้างสรรค์ ในความดีต่างๆ ความเป็นหนึ่งเดียว ความสงบสุขจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อแต่ละคนมองดูที่ความต้องการความดีของผู้อื่น และตอบสนองต่อความต้องการตอบสนองต่อความดีนี้ด้วยใจยินดี

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

18 กันยายน 2018 อังคาร สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

  • ถ้าเราอยู่ในบรรยากาศการภาวนาเราจะขอบคุณพระเพียงใด หากเราจินตนาการตามเหตุการณ์ในพระวรสารวันนี้ จากความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งของหญิงม่ายที่กำลังสูญเสียบุตรชายคนเดียวของนาง มาสู่ความยินดีที่สุดในชีวิตที่คนหนึ่งได้รับ บุตรชายของเธอกลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง แม้ไม่ได้เล่าว่าหญิงม่ายรู้สึกอย่างไร แต่สะท้อนในคำพูดของประชาชน “…พระเจ้าได้เสด็จมาเยี่ยมประชากรของพระองค์แล้ว” 
  • ผู้คนในสังคมเป็นเหมือนหญิงม่ายผู้นี้ หมายถึงผู้ที่ไม่สามารถอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี ไร้ที่พึ่งพิง ไร้คนสนใจใยดี ต้องเผชิญกับชะตาชีวิตอย่างโดดเดี่ยว พวกเขากำลังสูญเสียความหวังในชีวิต เราจะเป็นพระเยซูเจ้าสำหรับพวกเขาไหม? อย่างไร?

sermon-pr-ted-giese-sunday-june-5th-2016-luke-711-17-touching-death

  • มีโอกาสใดไหมที่เราก็ได้รับพระพรจากพระเหมือนกันที่เราอยากจะขอบคุณพระอย่างสุดหัวใจ

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

17 กันยายน 2018 วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

  • นายร้อยชาวโรมันให้ความช่วยเหลือในการสร้างศาลาธรรมเป็นที่ชื่นชมของชาวยิว เพราะแม้เขาไม่ใช่ชาวยิวและเป็นคนต่างศาสนาแต่เขาก็แสดงออกซึ่งน้ำใจในการสนับสนุนสิ่งที่เป็นความดี ชาวยิวในชุมชนได้ใช้ศาลาธรรมเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ ศาสนาและความแตกต่างของเชื้อชาติสัญชาติจึงไม่ควรเป็นเหตุผลให้เราไม่แสดงออกซึ่งความรักต่อกัน
  • นายร้อยชาวโรมันร้องขอความช่วยเหลือจากพระเยซูเจ้าสำหรับผู้รับใช้ของตน ผู้รับใช้คนนั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในความดูแลของเขา และเพราะเขารักเมตตาต่อคนใช้ผู้นั้น ถึงกับยอมที่จะลดศักดิ์ศรีของตน บางทีเราให้ความช่วยเหลือต่อผู้ที่อยู่ห่างไกล หรือคาดคอยว่าฉันจะต้องอยู่ในฐานะนั้นบทบาทนั้นก่อนจึงจะให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เรามีส่วนในงานสงเคราะห์มากมายแต่อย่าลืมสงเคราะห์ญาติพี่น้อง เมื่อเราพูดดีสุภาพกับคนที่เราแทบไม่รู้จักก็อย่าเผลอเกรี้ยวกราดหยาบคายกับพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัวของเรา นายร้อยชาวโรมันผู้นี้เตือนให้เราตระหนักว่าอย่าลืมที่จะแสดงออกซึ่งความรักต่อคนใกล้ตัว คนที่อยู่ใต้อำนาจ คนที่อยู่ในความดูแลของเรา

miracle39

ความหมายของการเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าก็คือการดำเนินชีวิตแสดงออกซึ่งความรักตามคำสอนของพระเยซูเจ้า เชื่อในฤทธิ์อำนาจของพระองค์เหมือนนายร้อยชาวโรมันผู้นี้ แม้ภายนอกเขาไม่ได้ล้างบาปเป็นคริสตชนเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร แต่ภายในเขาเป็นคริสตชน(คนของพระคริสตเจ้า)ที่แท้จริงแล้ว

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

16 กันยายน 2018 สัปดาห์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

“เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลังเรา อย่าขัดขวาง เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์”

เราอาจจะคิดเหมือนเปโตรว่าตัวเขาและพวกที่ติดตามพระเยซูเจ้าจะได้ผลสำเร็จ ความก้าวหน้ายศตำแหน่งหลังจากที่พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ เราทุ่มเทสร้างฐานะชื่อเสียงทำงานนอกบ้านเพราะคิดว่าเพื่อความดีของครอบครัว แต่พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราเป็นพ่อหรือแม่ที่สร้างความรักความอบอุ่นในบ้าน,

เราอาจคิดว่าการประกาศข่าวดีของพระต้องเป็นฉันคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบแต่พระเจ้าอาจเรียกเราให้ร่วมมือกับคนอื่นในงานของพระศาสนจักร

เรากำลังคิดอย่างพระหรือคิดอย่างมนุษย์? เราทำตามพระหรือตามใจตัวเอง?