ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

14 มิถุนายน 2018 วันพฤหัส สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

บรรดาฟารีสีและธรรมาจารย์มีโอกาสได้อ่านพระคัมภีร์ ศึกษาข้อกฎหมายของโมเสส พวกเขามีหน้าที่ในการสั่งสอนประชาชนให้อยู่ในหนทางของพระ สอนให้ประชาชนปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง แต่พวกเขาเองกลับดำเนินชีวิตสวนทางกับสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ พวกเขาใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เพียงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น…

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่านไม่ดีไปกว่าความชอบธรรมของบรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสีแล้ว ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย” ไม่เพียงพอที่จะเรียนรู้และจดจำพระธรรมคำสอนของพระเจ้า คำสั่งสอนของบิดามารดา ครูอาจารย์ ที่สำคัญคือต้องนำไปปฏิบัติในชีวิตของเราด้วย

6033a4fe505eb8c03d442270591efe2e

ในบทอ่านแรกที่เราฟังในวันนี้ เมื่อแผ่นดินแห้งแล้งขาดน้ำก็นำมาซึ่งความกันดารพืชพันธุ์ก็ไม่ผลิดอกออกผล เช่นเดียวกันในสังคมต้องการคนดี คนมีน้ำใจที่ก่อให้เกิดชีวิตชีวา ความชุ่มชื่นในจิตใจ

 

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

13 มิถุนายน 2018 วันพุธ สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ระลึกถึงนักบุญอันตน แห่งปาดัว พระสงฆ์และปราชญ์ของพระศาสนจักร

ความเชื่องมงาย ไสยศาสตร์ เป็นสิ่งคู่กับสังคมไทยมานาน บ่อยครั้งในการรับรู้ของเราก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตคนไทยก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง พระวาจาวันนี้เชิญชวนให้เราถามตนเองว่าอะไรเป็นสิ่งเที่ยงแท้ เป็นคุณค่าที่เราควรติดตาม

เอลียาห์สอนและชี้ให้ชาวอิสราเอลเห็นว่าจำเป็นจะต้องเลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างตรงไปตรงมา ไม่โอนเอนไปตามสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง แม้ในกรณีของความเชื่อในเรื่องพระเจ้าและการถวายบูชา “ท่านทั้งหลายจะเหยียบเรือสองแคมอยู่อีกนานเท่าใด ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้า ก็จงติดตามพระองค์เถิด แต่ถ้าพระบาอัลเป็นพระเจ้า ก็จงตามพระบาอัลไป” ท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า พระบาอัลเป็นพระเท็จเทียมและไม่มีคุณค่าที่จะไปกราบไหว้

eikon_1134_พระเยซูเจ้าเองยังย้ำว่าแม้ความดีที่ปฏิบัติซ้ำๆ โดยไม่ใส่ใจก็ไร้ความหมาย “จงอย่าคิดว่าเรามาเพื่อลบล้างธรรมบัญญัติหรือคำสอนของบรรดาประกาศก เรามิได้มาเพื่อลบล้าง แต่มาเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์…” 

เรามีพระบาอัลที่กำลังกราบไหว้อยู่หรือเปล่า? สิ่งที่เราคิดพูดและกระทำในแต่ละวันมีผลหรือมีความหมายอย่างไร?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

12 มิถุนายน 2018 วันอังคาร สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

พระเยซูเจ้าเปรียบเทียบ “คนดี” เหมือน “เกลือ” เกลือมีคุณสมบัติในการถนอมอาหารไม่ให้เสื่อมสภาพ และยังเพิ่มพูนรสชาติของอาหาร เช่นเดียวกัน คนดีจะช่วยรักษาสังคมไม่ให้เสื่อมถอยทางศีลธรรม และทำให้สังคมน่าอยู่

“ถ้าเกลือจืดไปแล้ว จะเอาอะไรมาทำให้เค็มได้อีกเล่า เกลือนั้นย่อมไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะถูกทิ้งให้คนเหยียบย่ำ” ก็น่าคิดถ้าคนดีในสังคมเลิกล้มที่จะรักษาคุณงามความดีของตนต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น สังคมจะเป็นอย่างไร

009-elijah-widow

หญิงม่ายที่มีแป้งกับน้ำมันเหลือพอที่จะทำอาหารเพื่อประทังชีวิตของตนและลูกชายให้นานออกไปอีกเล็กน้อยในยามกันดารอาหาร เธอยอมเสียสละตามที่เอลียาห์ซึ่งเป็นแขกแปลกหน้าและไม่ใช่คนชาติเดียวกันเพียงเพราะท่านร้องขอ เธอยอมสละแม้สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับตนเพื่อความดีของผู้อื่น เป็นตัวอย่างสำหรับเรา…. สังคมจะดีขึ้นได้ สังคมจะไม่เสื่อมถอยทางศีลธรรม ถ้าเราแต่ละคนรู้จักสละตนเองเพื่อความดีที่จะเกิดขึ้นต่อผู้จำเป็น ผู้ที่ร้องขอเพราะความขัดสน….

พระเจ้าทรงเรียกเราให้เป็นเกลือดองแผ่นดินอย่างไรในวันนี้?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

11 มิถุนายน 2018 วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ระลึกถึงนักบุญบาร์นาบัส อัครสาวก

เรามักมองว่าความดีจะไม่เกิดขึ้น เป้าหมายหรือการทำงานร่วมกันจะไม่สำเร็จ หากต้องทำงานร่วมกับคนที่มีนิสัยต่างกัน รสนิยม ทัศนคติไม่ตรงกัน ไม่ใช่สมัครพรรคพวกกัน หรือแนวทางการทำงานต่างกันกับเรา เรื่องราวการประกาศข่าวดีของท่านนักบุญบาร์นาบัสน่าจะให้ข้อคิดกับเราได้…

บาร์นาบัสไม่ใช่เป็นคนที่เร่าร้อนกระตือรือร้นเมื่อเทียบกับท่านนักบุญเปาโล แต่ทั้งสองคนได้รับเลือกให้ร่วมงานกัน ขณะที่เปาโลกระฉับกระเฉงฉับไว แต่บาร์นาบัสกลับเป็นคนสุขุม ทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะความเร่าร้อนของเปาโลมักมีปัญหาขัดแย้งกับคริสตชนที่เป็นหัวหน้าเป็นผู้อาวุโสชาวยิวและชาวกรีก อาศัยบาร์นาบัสนี่เองที่คอยประณีประนอมไกล่เกลี่ยสร้างความเข้าใจต่อกัน…

บาร์นาบัสเป็นผู้แนะนำเปาโล(เดิมมีชื่อว่าเซาโล)แก่บรรดาคริสตชนที่อันทิโอก ทั้งที่เปาโลเองไม่เป็นที่ไว้วางใจต่อหน้าพวกเขาเพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ที่มือเปื้อนเลือดของคริสตชน พวกเขาไม่สามารถที่จะเปิดใจต้อนรับเปาโลได้ แต่เป็นบาร์นาบัสนี่เองที่กล้าที่จะไปพาเขามาจากเมืองทารซัสและเริ่มงานประกาศข่าวดีที่อันติโอกนี้ ความไว้วางใจนี้จะต้องเป็นความรักที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น ท่านวางใจในพระเยซูเจ้าที่ได้เปลี่ยนแปลงเซาโลคนนี้ขณะเดินทางไปดามัสกัส และเพราะความวางใจต่อพระเยซูเจ้านี้ทำให้บาร์นาบัสไว้วางใจเปาโลและสนับสนุนเขาในงานประกาศข่าวดีที่นั่น…

แม้ความเห็นไม่ตรงกันในการให้ยอห์นหรือมาระโกร่วมเดินทางไปด้วยในการประกาศข่าวดี (มาระโกผู้นี้ต่อมาได้เป็นผู้เขียนพระวรสารที่ทำให้เรารู้ประวัติของพระเยซูเจ้า) จนเป็นเหตุให้ต้องแยกทางกันไป บาร์นาบัสไม่ได้ยุติบทบาทของท่านในการประกาศข่าวดี ในการส่งเสริมชุมชนคริสตชนให้เจริญชีวิตตามคำสอนของพระเยซูเจ้า ท่านมุ่งหน้าสู่เกาะไซปรัสยังคงเทศน์สอนด้วยใจศรัทธาร้อนรนต่อไป จนที่สุดท่านได้เป็นมรณสักขี ณ ที่นั้น

37b6e7bca6c8f5f7e8cb2fa49c353084

เรื่องราวของบาร์นาบัสทำให้เราเห็นว่าพระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังความดีทั้งมวล ทุกสิ่งจะดำเนินไปตามพระประสงค์ของพระองค์แม้ว่ายังคงมีปัญหา มีความขัดแย้งแตกต่างในท่ามกลางผู้ร่วมงานสรรสร้างความดีก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือเรายังคงก้าวหน้าและซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่ของเรา เรายังคงให้การสนับสนุนกันส่งเสริมกันและวางใจพระในผู้ร่วมงานของเรา

วันนี้อย่าลืมภาวนาหรือมีความปรารถนาดีสำหรับเพื่อนร่วมงานของเรา

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

10 มิถุนายน 2018 วันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ระวังเล่ห์กลของปีศาจที่อาจทำลายชีวิตมนุษย์ ทำให้เราไม่สามารถหวนคืนความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเป็นเจ้า

sermon-pr-ted-giese-june-7th-mark-320-35-jesus-terror-or-comfort

  1. ปีศาจทำให้เราคิดว่าคนเราต้องสมบูรณ์พร้อม ผิดพลาดไม่ได้ ให้อภัยตัวเองไม่เป็น และเมื่อผิดพลาดแล้วก็ไม่เหมาะสมก้บพระอีกต่อไปแล้ว ต้องไปเป็นพรรคพวกของมัน ไม่ไว้วางใจในพระเมตตาของพระเจ้าอีกต่อไป ในบทอ่านบทแรกทำให้เราเห็นว่า อาดัมและเอวาเลือกที่จะหลบหน้าพระเจ้า เขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่าเขาได้ละเมิดคำสั่งของพระเจ้า เขาไม่กล้ายอมรับความผิดพลาดและไม่วางใจว่าพระเจ้าจะทรงให้อภัยเขา ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของพระองค์ในสวน ก็กลัวเพราะข้าพเจ้าเปลือยกายอยู่ จึงได้ซ่อนตัว”  ถ้าเราคิดว่าเราจะต้องสมบูรณ์พร้อมตลอดเวลา หลุมพรางที่ปีศาจวางไว้นี้ก็ง่ายเหลือเกินที่เราจะตกลงไป เพราะอย่าลืมว่า พลาดผิดเป็นวิสัยมนุษย์ ผิดแล้วไม่หยุดเป็นวิสัยปีศาจ
  2. ปีศาจทำให้เราหลงระเริงและสลวนอยู่กับการดำเนินชีวิตบนโลกนี้จนลืมไปว่า “สิ่งที่แลเห็นได้เป็นสิ่งที่คงอยู่ชั่วคราว แต่สิ่งที่แลเห็นไม่ได้คงอยู่นิรันดร เรารู้ว่า เมื่อกระโจมที่เราอาศัยอยู่ในโลกนี้ถูกเก็บไปแล้ว เรายังมีบ้านซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้สำหรับเรา เป็นบ้านที่ไม่ได้สร้างด้วยมือมนุษย์ แต่เป็นบ้านถาวรนิรันดรอยู่ในสวรรค์” 
  3. ปีศาจทำให้เรามืดบอดในจิตใจจนคิดไปว่าความดีได้สูญสลายไปหมดแล้ว จนมองไม่เห็นความดีในสิ่งใดใดหรือในผู้ใด ร้ายยิ่งกว่านั้นมองความดีเป็นสิ่งเลวร้ายและปฏิเสธที่จะยอมรับความดีที่เกิดขึ้น เราเห็นตัวอย่างในพระวรสารที่เราได้รับฟังวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงประกาศข่าวดีและทำอัศจรรย์มากมาย แต่พวกญาติของพระองค์กลับมองว่าพระองค์เสียสติเป็นบ้าไปแล้ว พวกสมณะพวกฟารีสีมองการกระทำของพระองค์ว่าเป็นการกระทำในนามของปีศาจไม่ใช่ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เขาไม่มองเห็นความดีที่เกิดขึ้นจากกิจการของพระองค์ และยังมองว่าเป็นกิจการของปีศาจอีกต่างหาก

ท่านอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกปีศาจครอบงำชีวิตของท่านหรือไม่? ท่านพยายามหลีกหนีมันอย่างไร?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

9 มิถุนายน 2018 วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน 

ระลึกถึงดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์

ดวงหทัยนิรมลคือหัวใจอันปราศจากมลทิน หัวใจอันบริสุทธิ์ คำพูดความคิดและการกระทำมักบ่งบอกสิ่งที่อยู่ในใจ ในพระคัมภีร์เมื่อพูดถึง “หัวใจ” ก็หมายความในลักษณะเดียวกันคือชีวิตหรือตัวตนของผู้นั้นที่แสดงออกมาในความคิดคำพูดและการกระทำ ดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์ที่เราฉลองในวันนี้จึงเชิญชวนให้เราคิดถึงชีวิตของพระแม่มารีย์ สิ่งที่พระนางได้แสดงออกให้เราเห็นคือหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเชื่อ ความวางใจและความรักในองค์พระคริสตเจ้า หัวใจที่สุภาพ เรียบง่าย พร้อมที่จะรับใช้ หัวใจที่บริสุทธิ์ ฯลฯ

Heart-of-Mary

“ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ใด ใจของท่านก็อยู่ที่นั่น” (มธ 6:21) หัวใจของพระนางมารีย์จดจ่ออยู่กับองค์พระเยซูเจ้าเสมอ เราเห็นจากพระวรสารในวันนี้ซึ่งท่านนักบุญลูกาบันทึกไว้ว่า “พระมารดาทรงเก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัย” (ลก 2:51) ตลอดชีวิตของพระนางมีศูนย์กลางที่องค์พระเยซูเจ้า พระนางเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าในฐานะมารดาขององค์พระผู้ไถ่ แม่พระจึงร่วมในการไถ่ให้รอดของพระองค์จนสำเร็จไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายแต่แม่พระก็ได้ทำให้เราเห็นแล้วว่าเป็นไปได้

หัวใจของท่านจดจ่ออยู่ที่ใด? ความคิดคำพูดและการกระทำของท่านสะท้อนหัวใจรักในพระเยซูเจ้าในคำสอนของพระองค์อย่างแท้จริงโดยไม่มีสิ่งใดเจือปน(นิรมล)หรือไม่

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

8 มิถุนายน 2018 วันศุกร์สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่านพระวาจาประจำวัน

สมโภชพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า 

การฉลองในวันนี้ทำให้เราคิดถึงความรักสุดพรรณาของพระเยซูเจ้า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งพระองค์แสดงความรักต่อเพื่อนพี่น้องตลอดพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ชี้หนทางที่มนุษย์จะคืนดีกับพระเจ้า พระองค์รักษาคนเจ็บป่วยให้หาย พระองค์เยียวยาผู้สิ้นหวัง คนบาป และที่สุดพระองค์ยอมสละชีวิตของพระองค์เพราะความรักต่อมนุษย์ทั้งหลาย

4-700x438

ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า ทำให้เราได้เห็นความรักของพระเยซูเจ้าที่มีต่อพระบิดาเจ้า โดยการยอมสละฐานะสูงส่งที่มีร่วมกับพระบิดามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ยอมตามแผนการความรักของพระบิดาโดยการทำให้ภารกิจแห่งความรักของพระบิดาที่ทรงมีต่อมนุษย์สำเร็จไป และเป็นความรักสูงสุดที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถให้ได้คือชีวิตของพระองค์เองเมื่อเรามองที่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าอย่าลืมเตือนตนเองให้รู้จักรักเพื่อนพี่น้องเช่นเดียวกัน

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

6 มิถุนายน 2018 วันพุธ สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ซัดดูสีคือคนใจโลก คนที่สนใจแต่สิ่งที่เป็นอยู่ในโลกไม่สนใจว่ามีชีวิตหลังความตายหรือไม่ พวกเขาจึงหลงไหลในทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง ฐานะตำแหน่ง ดังนั้น พวกนี้แม้ทำหน้าที่อยู่ในพระวิหาร สักการสถานที่พวกเขาสามารถใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด แต่กลับเป็นที่แสวงหาผลประโยชน์ของพวกเขาเท่านั้น คนที่มีความเชื่อในแนวทางนี้เช่น พวกสุขนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยม โลกียนิยม เป็นต้น อะไรที่นำความสุข ความพึงพอใจในชีวิตนี้จะเป็นเป้าหมายของเขา เขาไม่สนใจว่าเมื่อความตายมาถึงจะเป็นอย่างไร

ในความเป็นจริง ลึกๆในใจของมนุษย์ทุกคนรู้ว่าชีวิตของเราไม่สิ้นสุดที่ความตาย มีคุณค่าบางอย่างที่เชื่อว่าสามารถข้ามผ่านความตายไปได้ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งวัตถุในโลกนี้ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรักความห่วงใยที่สิ่งวัตถุมาทดแทนไม่ได้ ความดีที่เงินซื้อไม่ได้ เรายังผูกพันกับบุคคลในครอบครัวแม้กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว คนดีจริงๆ ยังอยู่ในใจเราเสมอและยังเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเราแม้ว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว และเป็นทัศนคติเหล่านี้ที่ทำให้หลายๆ คนยังคงยึดมั่นในความดี ยังรักษาคุณธรรมในชีวิตอยู่เสมอ

hqdefault

ในโลกแห่งความเป็นจริง คนดีคนเลวปะปนกัน คนที่ฝักไฝ่ในทางธรรมกับคนใจโลกก็มีปะปนกัน ปัญหาความแตกต่างในความคิดความเชื่อและแนวการดำเนินชีวิตอาจกระทบต่อกัน บางครั้งอาจจะเบียดเบียนกัน นักบุญเปาโลจึงย้ำเตือนทิโมธีศิษย์ของท่านให้ว่า “ท่านอย่าอายที่จะเป็นพยานถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” หมายถึงอย่าอายที่จะยึดมั่นในคุณความดี แม้ว่าจะมีความยากลำบากอยู่บ้าง

ท่านคิดเรื่องชีวิตหลังความตายอย่างไร ความเชื่อในศาสนาของท่านสอนอย่างไร หากเรายากลำบากถูกเบียดเบียนเพราะความดีท่านจะยังคงก้าวหน้าต่อไปไหม?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

5 มิถุนายน 2018 วันอังคาร สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “…ของของพระเจ้าก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”

อะไรบ้างที่เป็นของเรา หากเราเป็นธรรมกับตัวเองจริงๆ เราน่าจะยอมรับความจริงได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา ไม่ใช่ของของเรา แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า เป็นสิ่งที่พระเจ้ามีพระทัยเมตตามอบให้กับเราทั้งสิ้น อาทิ ชีวิต เวลา ความรู้ สติปัญญา ทรัพย์สินเงินทอง ฯลฯ

บ่อยๆ เราใช้ของที่พระประทานมาเพื่อประโยชน์ของตนเอง บางครั้งเราไม่เห็นประโยชน์หรือใช้ของที่เราได้มาอย่างไม่เห็นคุณค่า ก็น่าคิดว่าเราใช้ชีวิตอย่างไรในแต่ละขณะแต่ละวัน…

render-unto-caesar1

ของของพระเจ้าก็จงคืนให้พระเจ้านั้นหมายถึง การให้ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้เรามาบรรลุถึงเป้าหมายตามธรรมชาติของมัน พระเจ้าเป็นองค์แห่งความดี อะไรก็ตามที่มาจากพระองค์ล้วนเป็นสิ่งดี หากทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำนำไปสู่ความดีนั่นคือการคืนให้พระเจ้า

วันนี้พิจารณาสักนิดว่าเราใช้ของประทานจากพระอย่างไร บังเกิดผลดีมากน้อยขนาดไหน?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

4 มิถุนายน 2018 วันจันทร์สัปดาห์ที่ 9 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

บางทีเราคิดว่า โตขึ้นน่าจะฉลาดขึ้น มีความคิดความอ่านมากขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น แต่คุณธรรม ความรู้ วุฒิภาวะไม่ได้ก้าวหน้าเติบโตขึ้นตามการเจริญเติบโตของร่างกาย เราต้องแสวงหาและพระเจ้าจะช่วยให้เราได้พบ

maxresdefault

นักบุญเปโตรเสนอว่า ให้เรามีศรัทธาในความดี เราต้องเชื่อในคุณค่าของความดี หรือเราอาจจะบอกว่ามีพระในจิตใจ และเราต้องเสริมความเชื่อของเราด้วยคุณธรรม นั่นหมายความว่าเราต้องลงมือปฏิบัติจนเป็นนิสัยถาวรของเรา เราต้องแสวงหาความเข้าใจในความดีที่เราปฏิบัติ ถ้าเราทำไปเพราะได้รับคำสั่งสอนมาโดยไม่เข้าใจก็ไร้คุณค่าสำหรับเรา เรายังต้องเพียรทนและรู้จักควบคุมตนเอง ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ถ้าไม่อดทนอ่านหนังสือก็จะไม่ได้ความรู้ ถ้าไม่อดทนบังคับตนเองคุณธรรมก็คงไม่เกิดเช่นกัน แต่เราจะพากเพียรอดทนได้เราคงต้องเลื่อมใสศรัทธาในสิ่งนั้นจริงๆ ถ้าเราศรัทธาในความดีและเห็นว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าอย่างแท้จริงแม้ยากลำบากแค่ไหนเราก็จะมีมานะบากบั่นไม่ท้อถอยในการทำดี และที่สุด เราต้องมีแนวร่วมคือเพื่อนพี่น้องที่มีอุดมการณ์ความคิดทัศนคติในทางเดียวกัน เพื่อให้การสนับสนุนกัน

ขอพระเจ้าทรงช่วยท่านให้ก้าวหน้าในคุณธรรมความดีเสมอเทอญ