ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

23 พฤษภาคม 2018 วันพุธ สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

การมองแต่ตนเอง การไม่เปิดใจกว้างยอมรับผู้อื่น เป็นการมองโลกผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง และส่งผล กระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์

“โลกเปรียบเหมือนหนังสือที่คนไม่อ่านหนังสืออ่านมันเพียงหน้าเดียว” (น. ออกัสติน) หรือประโยคทีี่ว่า “อย่าตัดสินหนังสือจากปก” สอนให้เรารู้จักเปิดใจกว้างศึกษาเรียนรู้โลกและผู้คน ถ้าเราไม่เปิดใจกว้างและเรียนรู้เราก็จะเป็นคนโลกแคบและเข้าใจความจริงไม่ครบถ้วน

เหมือนที่ท่านนักบุญยากอบได้เตือนเราว่าเราไม่สามารถกำหนดอนาคตหรือเรื่องราวในชีวิตของเราได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรอก เพราะวันพรุ่งนี้เราจะยังมีชีิวิตอยู่หรือไม่เรายังพูดไม่ได้เลย และหลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่ขึ้นอยู่กับเราเพียงอย่างเดียว เราพูดได้เพียงว่า “หากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระประสงค์ เราจะมีชีวิตอยู่และจะทำสิ่งนี้สิ่งนั้น” ท่านยังสอนต่อไปว่า “คนที่รู้ว่าต้องทำความดี แต่ไม่ทำ ก็ทำบาป” 

Mc 9, 38-43.45.47-48 b

พระเยซูเจ้ายังชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่แต่เราเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ในความเป็นจริงความดีงามนั้นไม่ใช่ของสงวนไว้เฉพาะสำหรับเราเพียงคนเดียว แต่พระเจ้าทรงอวยพรมนุษย์ทุกคนและแต่ละคนก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน เราควรมองให้เห็นพระพรของพระหรือความดีในตัวเพื่อนพี่น้องมากกว่าการอิจฉาริษยา ปิดใจ หรือคอยขัดขวางกัน ปิดโอกาสกันและกัน อันเป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ “อย่าห้ามเขาเลย ไม่มีใครทำอัศจรรย์ในนามของเรา แล้วต่อมาจะว่าร้ายเราได้ ผู้ใดไม่ต่อต้านเรา ก็เป็นฝ่ายเรา”

การอบรมลูกหลาน การอบรมพระสงฆ์นักบวช การศึกษาเด็กและเยาวชน จำเป็นอย่างมากที่จะหลีกเลี่ยงการตัดสินชีวิตของพวกเขาจากพฤติกรรมปัจจุบัน เพราะอนาคตข้างหน้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสำหรับพวกเขาไม่ใช่บิดามารดา ผู้อบรมหรือครูอาจารย์ หน้าที่ส่งเสริมให้ผู้น้อยให้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเป็นสิ่งที่พึงเน้นและให้ความสำคัญมากกว่าการมองที่ข้อจำกัดและจุดบกพร่อง เพราะการทำอย่างนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดสินหนังสือจากปก และเรามีหวังเสมอว่า “ถ้าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ เขาจะเป็นผู้สร้างสรรค์ความดีงามให้สังคม เวลานี้เราควรดูแลส่งเสริมให้เขาพัฒนาตามศักยภาพและขีดความสามารถของพวกเขา

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

22 พฤษภาคม 2018 วันอังคาร สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

อะไรเป็นสาเหตุที่ไม่เกิดความสงบสุข ความดี ความเป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม ในหมู่คณะของเรา ในครอบครัวหรือแม้แต่ในความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

นักบุญยากอบชี้ให้เห็นว่าการดำเนินชีวิตตามกิเลสตัณหา ซึ่งท่านเรียกว่าการเป็นมิตรของโลก เป็นสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง ความอยากได้ ความอิจฉา ความทะเยอทะยานมักนำพาไปสู่ความแตกแยก การทะเลาะวิวาท การทำร้ายทำลายกัน เราสามารถจินตนาการว่าหากเรายืดกิเลสเหล่านี้เป็นเพื่อนข้างกายจะเกิดอะไรขึ้น

JesusChildren

แม้กระทั่งในหมู่สาวกของพระเยซูเจ้าเอง ในขณะติดตามพระเยซูเจ้าก็ยังพูดคุยกันว่าใครจะเป็นใหญ่กว่ากันในหมู่พวกเขา ความสัมพันธ์ที่แท้จริงในระหว่างพวกเขาจะหลงเหลือหรือไม่ถ้ามีความคิดเช่นนี้ในหมู่พวกเขา พระเยซูเจ้าจึงให้หนทางออกสำหรับพวกเขา หนทางที่นักบุญยากอบเรียกว่าการเป็นมิตรของพระเจ้า พระองค์ตรัสว่า “ถ้าผู้ใดอยากเป็นคนที่หนึ่ง ก็ให้ผู้นั้นทำตนเป็นคนสุดท้าย และเป็นผู้รับใช้ของทุกคน”  

วันนี้ให้เราตรวจสอบความนึกคิดของเราการดำเนินชีวิตของเรา เราเป็นมิตรของโลกหรือเราเป็นมิตรของพระเจ้า

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

21 พฤษภาคม 2018 วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

นักบุญยากอบช่วยให้เราเห็นว่ามีความเฉลียวฉลาดและปรีชาญาณที่มาจากเบื้องบน และปรีชาญาณตามธรรมดาโลกตามแบบวัตถุนิยมหรือและแบบปีศาจ

297898358_1280x720

ถ้าเป็นปรีชาญาณที่เป็นธรรมดาโลกหรือที่มาจากปีศาจก็จะส่งผลให้เกิดความอิจฉาริษยา การมุสา การทะเยอทะยาน จิตใจของผู้มีปรีชาญาณประเภทนี้ก็จะขมขื่น อิจฉาริษยาและมักก่อให้เกิดความวุ่นวายและความชั่วร้ายนานาชนิด…ท่านเสนอว่า อย่าโอ้อวด อย่ามุสาต่อต้านความจริง

สำหรับปรีชาญาณที่มาจากเบื้องบนนั้นนักบุญยากอบกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “เป็นสิ่งบริสุทธิ์แล้วจึงก่อให้เกิดสันติ เห็นอกเห็นใจ อ่อนน้อม เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา บังเกิดผลที่ดีงาม ไม่ลำเอียง ไม่เสแสร้ง” แน่นอนเขาจะกลายเป็นผู้สร้างสันติ ซึ่งจะนำความสุขมาสู่ชีวิตของเขา

วันนี้และนับต่อจากนี้ไปให้เราแสวงหาปรีชาญาณที่มาจากเบื้องบนเถิด สันติสุข สันติภาพและความเป็นหนึ่งเดียวย่อมเกิดขึ้นได้หากมนุษย์มีปรีชาญาณในแบบนี้

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

19 พฤษภาคม 2018 วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 17 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ไม่ง่ายนักหากการเป้าหมายในชีวิตของเราไม่ราบรื่นเพราะเผชิญกับปัญหาอุปสรรค

เป้าหมายของเปาโลนั้นต้องถือว่ามีความชัดแจ้งอย่างยิ่ง ชัดแจ้งในตนเองและเป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลรอบข้างของท่าน ท่านยืนยันที่จะประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้า ที่เป็นความหวังของชาวยิว เป็นพระเมสสิยาห์ที่พวกเขารอคอย จนถึงกับพูดว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้าหากไม่ประกาศข่าวดี…”(1 คร 9:16-19)

แต่การประกาศข่าวดีของเปาโลก็ต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรค การถูกคุกคามและการเบียดเบียน การไม่เป็นที่ยอมรับ การต่อต้านนั้นมาจากหลากหลายสาเหตุ ดังที่เราเห็นได้ตลอดการทำหน้าที่ของท่านในหนังสือกิจการอัครสาวก ท่านต้องแก้ต่างในคดีต่างๆ ที่ท่านไม่ได้ก่อและไม่มีความผิด ดูเหมือนว่าเป็นอุปสรรคที่บั่นทอน ที่ขัดขวางการทำหน้าที่ของท่าน ง่ายกว่าที่จะล้มเลิกภารกิจนี้ เปาโลกลับไปทำงานตามอาชีพตามความถนัดของตน มีีชีวิตอย่างสุขสงบไม่ต้องมีใครรบกวนก็ดูจะง่ายกว่า แต่นั่นไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเปาโล… บางทีชีวิตที่ง่ายกว่าสบายกว่าและดูเหมือนจะดีกว่าอาจจะไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับเราเช่นกัน การทบทวนชีวิตของตนว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เรามีชีวิตอย่างไรอาจเป็นหนทางที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา

paulinromeacts28-16

เปาโลในขณะถูกควบคุมตัวไปยังกรุงโรมท่านยังคงประกาศสอนต่อไป แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนเข้าใจสิ่งที่เปาโลประกาศ แม้ว่าเข้าใจแต่ไม่ยอมรับไม่กลับใจหรือไม่เปลี่ยนแปลงชีวิต และแม้ว่าอันตรายจะรออยู่ข้างหน้า ผู้คนที่หันกลับมาเชื่อและรับศีลล้างบาปอาจจะไม่ใช่ความสำเร็จที่เปาโลยึดเป็นสรณะ แต่การได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างซื่อสัตย์ตามที่ท่านเห็นว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอาจจะเป็นแรงจูงใจของท่านในการก้าวเดินต่อไป…

วันนี้เชิญชวนพวกเราทบทวนถึงพระกระแสเรียกที่พระเจ้าทรงมอบให้กับเราคืออะไร? มีความสำเร็จใดหรือปัญหาอุปสรรคยุ่งยากใจใดไหมที่ทำให้การทำหน้าที่ของท่านไม่ก้าวหน้า? ท่านจะทำอย่างไร?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

18 พฤษภาคม 2018 วันศุกร์ สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

“การกล่าวหา” เป็นการตัดสินว่าผู้ที่เรากล่าวหามีความผิดหรือกระทำความผิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และเรียกร้องการลงโทษจากสังคมจากกฎหมาย ในกระบวนการยุติธรรมมักจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสแก้ข้อกล่าวหา พิสูจน์ความจริงหรืออย่างน้อยอธิบายว่าทำไปด้วยเจตนาอะไร แต่ในชีวิตจริงเรามักปักใจเชื่อไปตามอคติที่มีอยู่ในใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ

หากเรากล่าวหาใครโดยปราศจากความจริง ก็เป็นการใส่ร้ายป้ายสีเขา หากใช้ระบบหมู่หรือใช้อำนาจจากตำแหน่งหน้าที่กล่าวหาผู้น้อยผู้ใต้อำนาจ ยิ่งไม่เปิดโอกาสให้มีการแก้ข้อกล่าวหายิ่งถือว่าเป็นการ “ผิดต่อความรักต่อเพื่อนพี่น้อง” อย่างร้ายกาจ เราคงจินตนาการได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะรู้สึกอย่างไร…

พระเยซูเจ้าจึงสอนให้เรา “อย่าตัดสินผู้ใด และท่านจะไม่ถูกตัดสิน” (อ่าน มธ 7:1-5)พระเจ้าเท่านั้นที่ล่วงรู้ทุกสิ่ง พระองค์จะทรงพิพากษาด้วยความยุติธรรม…

เรื่องราวในหนังสือกิจการอัครสาวกในวันนี้ที่เราได้รับฟัง อัครสาวกเปาโลถูกกล่าวหาด้วยเรื่อง “การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า” ซึ่งพวกชาวยิวถือว่าเปาโลสอนผิดจากความเชื่อของพวกเขา สิ่งที่น่าคิดและยังคงท้าทายเราให้แสวงหาคำตอบก็คือ ทำไมเปาโลจึงกล้าเอาชีวิตของตนยืนยันความจริงเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอันตรายใดจะเกิดขึ้นกับตน

paul-on-trial

เปาโลยืนยันในจดหมายของท่านว่า หากพระคริสตเจ้าไม่ทรงกลับคืนชีพจริงแล้วการประกาศและการยืนยันของเปาโลก็เป็นเรื่องไร้สาระเสียเวลา น่าหัวเราะ (อ่าน 1 คร 15:1-34)  ท่านยืนยันว่าการดำเนินชีวิตของท่านทั้งชีวิตก็เพื่อพระเยซูเจ้าเท่านั้น (อ่าน กท 2: 20) และที่สุดความตายของเปาโลก็เป็นมรณสักขีถึงพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ

ทำไมเปาโลและบรรดานักบุญมรณสักขีในพระศาสนจักรจึงกล้าเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อในพระเยซูเจ้า? การเป็นประจักษ์พยานของพวกเขามีความหมายอะไรสำหรับฉัน?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

17 พฤษภาคม 2018 วันพฤหัส สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

เราอยู่ในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลาย มันเป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่แทบไม่ต้องพิสูจน์ แม้กระทั่งฝาแผดก็ยังมีความแตกต่างกันให้เห็น

ประเด็นคือเมื่อแตกต่างจำเป็นต้องแตกแยกหรือไม่ จำเป็นต้องขัดแย้งกันหรือไม่ หรือมีอะไรที่เราจะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันได้บ้าง

ความรักเป็นการสร้างโอกาสให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน พ่อกับแม่ของเราที่แตกต่างกันมารวมเป็นครอบครัวเดียวกันเพราะความรัก เพราะความรักทำให้คนเราเสียสละ ไม่ยึดมั่นแต่ความคิดเห็นของตนฝ่ายเดียว แต่ยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีและตัวตนของผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ความดีส่วนรวมเป็นจุดยืนที่เราสามารถสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันได้ แต่ละคนมีความคิดมีทัศนคติมีความปรารถนาแตกต่างกัน สิ่งดีสำหรับตนเองอาจไม่ดีสำหรับคนอื่น เช่น การฟังเพลงเสียงดังอาจจะสร้างความเพลิดเพลินแก่เรา แต่อาจทำลายสมาธิและความสงบที่เพื่อนของเราต้องการ เพื่อความดีส่วนรวมก็เรียกร้องการเสียสละ

ความยุติธรรม เป็นพื้นฐานของการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นพื้นฐานของการสร้างสันติภาพและความดี ทำอย่างไรให้เกิดธรรมอันเป็นที่ยุติ ความดีที่ทุกคนสามารถหยุดเพื่อเรียกร้องขอสิ่งที่ตนขาดหรือถูกช่วงชิงเอาไป อะไรก็ตามที่ทำให้ทุกฝ่ายสงบลงได้แสดงว่าเกิดความยุติธรรม เมื่อใดหรือที่ใดเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น การต่อสู้ ความขัดแย้งและความไม่เป็นหนึ่งเดียวกันย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ในห้องเรียน ในสังคมหรือบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งในระดับมนุษยชาติ

hqdefault (1)

พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ทำให้เราเห็นว่ามีความขัดแย้งกันเพราะเรื่องข้อความเชื่อทางศาสนา มีการไม่ยอมรับในความดีของกันและกัน ส่งผลให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่น เปาโลและแม้กระทั่งพระเยซูเจ้าเองก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้

พระเยซูเจ้าทรงภาวนาให้ประชาชนมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ผู้ที่กำลังแสวงหาความสงบสุข แสวงหาสันติ แสวงหาความยุติธรรม ความรักและความเป็นหนึ่งเดียวกัน บางทีเราอาจจะยกจิตใจขึ้นหาพระเจ้าและภาวนาเช่นเดียวกับพระองค์

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

16 พฤษภาคม 2018, วันพุธ สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

นักบุญเปาโลเลือกที่จะยืนอยู่บนลำแข้งขนตนเอง ดูแลตัวเองไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องเป็นภาระของผู้ใด แม้ว่าท่านเองก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องการดูแลการตอบแทนจากผู้อื่นด้วยความชอบธรรม “ท่านก็รู้แล้วว่าข้าพเจ้าทำงานด้วยมือทั้งสองนี้เพื่อสนองความต้องการของข้าพเจ้าและของผู้ที่อยู่ด้วย” 

acts_pauls_courage_(acts_20-28)__large-detail_750_300_60_s_c1

ท่านสอนบรรดาผู้อาวุโสที่จะต้องนำคริสตชนให้รู้จักดูแลตนเอง และมากไปกว่านั้นต้องดูแลผู้ที่อยู่ในความดูแลของตนด้วย “ท่านทั้งหลายจงดูแลตนเองและฝูงแกะที่พระจิตเจ้าทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ดูแล….เราต้องทำงานเช่นนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอโดยระลึกถึงพระวาจาของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ว่า ‘การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ’”

เมื่อมีความจำเป็นเราคิดที่จะดูแลและขวนขวายด้วยตัวเองไหม? เราผลักให้เป็นภาระของใครรึป่าว?

ในฐานะหัวหน้าครอบครัว หัวหน้าสังคมชุมชน ผู้นำทางศาสนาหรือทางโลก เราใช้บทบาทหน้าที่นี้ปกป้องดูแลช่วยเหลือผู้อยู่ในความดูแลของตน(ฝูงแกะ) หรือเรากำลังสูบเลือดสูบเนื้อพวกเขาด้วยการเรียกร้องการยอมรับ ผลประโยชน์ที่พวกเขาจะต้องให้ เราขายวิญญาณไปกับสิ่งใดหรือใครไปแล้วหรือยัง หรือยังคงซื่อสัตย์มั่นคงในการทำหน้าที่ของเราอยู่?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

15 พฤษภาคม 2018, วันอังคาร สัปดาห์ที่ 7 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

บ่อยครั้งเรามักจะละเลยบทบาทหน้าที่ที่เรามีที่เราเป็น แต่กลับไปคาดหวังว่าจะทำหรือจะเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา ซ้ำร้ายบางครั้งทำให้บกพร่องต่อหน้าที่ที่เรามีและเป็นอยู่จึงมักเสียเวลาไปกับการวิพากษ์วิจารณ์ การคาดคอย และสิ้นหวัง

hqdefault

นักบุญเปาโลกล้ายืนยันว่าท่านได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุดเต็มความสามารถ และท่านกำลังจะสิ้นสุดภารกิจของท่านแล้ว เพียงแต่ว่าภารกิจนี้ยังคอยการสานต่อ ท่านยังมีหวังและฝากภารกิจนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป “วันนี้ข้าพเจ้าขอประกาศยืนยันแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านผู้ใดไม่รอดพ้น ข้าพเจ้าก็ไม่รับผิดชอบ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ละเลยที่จะประกาศพระประสงค์ทั้งหมดของพระเจ้าแก่ท่าน”

c2fa2411bbb468e77dbf694c0f6bb74c

พระเยซูเจ้าเองก่อนที่จะเสด็จสู่สวรรค์ได้ตรัสเช่นเดียวกันว่า “ข้าพเจ้าทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้แล้ว โดยปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จตามที่ทรงมอบหมายแก่ข้าพเจ้า” พระองค์ยังภาวนาสำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตในโลก “ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาสำหรับเขาเหล่านี้ … เขายังอยู่ในโลก และข้าพเจ้ากำลังกลับไปเฝ้าพระองค์” 

วันนี้พระวาจาของพระเชิญชวนให้เราทบทวนชีวิตของเราเช่นกันว่า อะไรเป็นเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของเรา เราได้กระทำอย่างเต็มที่แล้วรึยังหรือเรากำลังทุ่มเทชีวิตให้กับอะไร และเมื่อเราจะสิ้นสุดบทบาทหน้าที่นั้นมีอะไรที่เป็นความหวังที่เราจะส่งผ่านไปยังคนรุ่นต่อไปบ้าง

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

28 เมษายน 2018 วันเสาร์สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ทำดีมีคนอิจฉาต้องถือว่าเป็นธรรมดา เพราะเราอยู่ในโลกที่มีปีศาจคอยประจญล่อลวง  และความอิจฉามักนำไปสู่ความชั่วร้ายที่ตามมา การนินทา การใส่ร้าย การยุยงให้เกิดความแตกแยก ขัดขวางความดีที่ควรจะเกิดขึ้น หลายครั้งสังคมมักไม่คืบหน้าไม่ก้าวหน้าเพราะมีคนประเภทนี้ หนังสือกิจการอัครสาวกทำให้เราเห็นว่าในการประกาศข่าวดีในหรือในการทำกิจการดีกิจการกุศล ต้องยอมรับว่าอาจจะมีคนที่ไม่ยอมรับหรือเห็นดีเห็นงามในสิ่งที่เราทำด้วยเช่นกัน

st_paul_preaching

เปาโลและบารนาบัสยืนยันที่จะประกาศข่าวดีต่อไป “จำเป็นที่เราจะต้องประกาศพระวาจาของพระเจ้าให้ท่านฟังก่อนผู้อื่น แต่เมื่อท่านปฏิเสธไม่ยอมรับและไม่คิดว่าตนเหมาะสมจะรับชีวิตนิรันดร เราจึงหันไปหาคนต่างศาสนา เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้ามีพระบัญชาแก่เราดังนี้ว่า ‘เราแต่งตั้งท่านให้เป็นแสงสว่างส่องนานาชาติ
เพื่อท่านจะได้นำความรอดพ้นไปจนสุดปลายแผ่นดิน’” 

ไม่ควรให้อุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ขัดขวางกิจการดีของเรา แม้สิ่งที่เราทำยังไม่เป็นที่ยอมรับก็ไม่ได้เปลี่ยนกิจการดีของเราเป็นกิจการชั่วร้าย เพราะมันเป็นความดีในตัวมันเองอยู่แล้ว ให้เรามั่นใจและอย่าท้อแท้ สิ่งที่ควรทำคือซื่อสัตย์ในการทำดีต่อไป ในการประกาศความเชื่อของเราก็คงเป็นเช่นเดียวกัน 

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

27 เมษายน 2018 วันศุกร์สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน กจ 13: 26-33ยน 14: 1-6

สุจริตชนหรือผู้ที่รู้จักใช้เหตุผลย่อมไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความชั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความชั่วที่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ผู้น้อย ผู้ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนโหดร้ายน่าสาปแช่ง และยิ่งการชั่วเช่นนี้ส่งผลถึงแก่ชีวิตยิ่งสมควรได้รับการทวงความยุติธรรม

นักบุญเปาโลเทศน์ต่อชาวอิสราเอลและผู้ยำเกรงพระเจ้า(ผู้ที่ยอมรับในความดี)ว่าพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพองค์นี้ “แม้ว่าเขาไม่พบเหตุผลที่จะประหารพระองค์ได้ เขาก็ยังขอปีลาตให้ประหารพระองค์” และท่านเสริมว่าการกระทำของพวกเขา(บรรดาหัวหน้าสมณะและประชาชน)ในทางหนึ่งทำให้สิ่งที่มีทำนายเกี่ยวกับพระองค์สำเร็จไป “เมื่อทำให้ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับพระองค์เป็นจริงแล้ว เขาจึงปลดพระองค์ลงจากไม้กางเขนและนำไปวางไว้ในพระคูหา” 

เมื่อเราได้รับความเดือดร้อนเป็นทุกข์เพราะความชั่ว ไม่ว่าเพราะการถูกกระทำ การใส่ร้ายป้ายสี การกล่าวหา ถูกทำร้าย การอยุติธรรม ก็น่าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซูเจ้าตามที่มีเขียนทำนายไว้ล่วงหน้า ก็อาจจะเกิดขึ้นกับเราด้วยเช่นกันในฐานะศิษย์ของพระองค์?

แต่พระเยซูเจ้าตรัสสอนเราว่า เราต้องไม่ปล่อยให้จิตใจของเราหวั่นไหว แต่เราต้องวางใจในพระเจ้า

pic

พระองค์ตรัสว่าพระองค์เป็น “หนทาง ความจริงและชีวิต” ในเมื่อหนทางที่พระเยซูเจ้าได้ผ่าน ก็เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องผ่านด้วยเช่นกันไม่ใช่หรือ ความจริงก็คือว่าในการเดินบนหนทางของพระองค์ ทำให้เราพบกับชีวิต และการดำเนินชีวิตของเราจะมีความหมาย

แน่นอนสุจริตชนหรือคนที่มีวุฒิภาวะย่อมไม่ร่วมในการทำความชั่วหรือทำความชั่วเสียเอง

แต่ในความเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้าก็ไม่ควรที่เราจะตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่วเช่นกัน ในทางตรงกันข้ามเราต้องกระทำดีต่อเขา ภาวนาแก่ผู้ที่เบียดเบียนเราตามที่พระเยซูเจ้าทรงสอน ซึ่งกลับเป็นหนทางที่นำพระพรมาสู่ชีวิตของเรา

นี่คือความเชื่อและความวางใจที่เรามีต่อพระเยซูเจ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

เราพร้อมจะเดินบนหนทางนี้ไหม?