ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

6 พฤษภาคม 2020 วันพุธ สัปดาห์ 4 เทศกาลปัสกา (กจ 12:24-13:5)

พระศาสนจักรแรกเริ่มแผ่ขยายขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจในการประกาศข่าวดีของบรรดาอัครสาวก และบรรดาคริสตชน ในท่ามกลางบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านี้มีบุคคลที่มึคุณลักษณะ ทักษะ และความสามารถที่แตกต่างหลากหลาย เช่น บางคนเป็นประกาศก บางคนเป็นอาจารย์ บางคนเป็นผู้ได้รับการศึกษาอบรมเฉพาะบางอย่าง ฯลฯ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ค่อยมีปัญหาในการมอบหมายหน้าที่ ในความร่วมมือต่อกัน เพราะเขาทำงานภายใต้การนำของพระจิตเจ้า ตัวอย่างที่เราเห็นในพระวาจาประจำวันนี้ “ท่านทั้งหลายจงแยกบารนาบัสและเซาโลไว้ปฏิบัติภารกิจที่เราเรียกเขาให้มาปฏิบัติเถิด”(กจ 13:2)

Barnabas and Saul Commissioned | Daily Bible Readings

พระศาสนจักรในปัจจุบันอาจจะต้องหันกลับมาทบทวนงานประกาศข่าวดีอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะในระดับสากลหรือระดับท้องถิ่น เรายังคงถืองานประกาศข่าวดีเป็นเป้าหมายหลักของเราหรือไม่ เรายังถือว่านี่เป็นพันธกิจที่เราได้รับจากพระเยซูเจ้าโดยตรงหรือไม่ หากความสนใจของเราเป็นเพียงการสร้างเกียรติชื่อเสียง สร้างผลงาน สร้างฐานอำนาจ เป้าหมายของความพยายามทั้งหมดของเราก็อยู่แค่ที่ตนเอง ผลสัมฤทธิ์คงไม่ใช่ความก้าวหน้าของพระศาสนจักร ที่เรียกร้องการทำงานในแบบสนับสนุนกัน ให้กำลังใจกันและกัน ให้โอกาสคนที่มีความรู้ความสามารถได้ปฏิบัติ

การตัดสินใจของเราในแต่ละกิจการโดยเฉพาะในสิ่งที่สำคัญๆ ยังสอดคล้องกับการนำทางของพระจิตเจ้าหรือไม่? ความดีที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลถึงสังคมหรือพระศาสนจักรเป็นส่วนรวมหรือเกิดความดีแค่ที่ตัวเอง?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

5 พฤษภาคม 2020 วันอังคาร สัปดาห์ 4 เทศกาลปัสกา (กจ 11:19-26)

ฟีนีเซีย คือเมืองที่มีความกว้าง 15 ไมล์และยาว 120 ไมล์เรียบชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอเรเนียน มีเมืองสำคัญคือไทระและไซดอนที่ในพระวรสารอ้างถึง ชาวเมืองมีอาชีพทางทะเล ไซปรัส เป็นเกาะที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลเมดิเตอเรเนียน เป็นบ้านเกิดของบารนาบัส อัครสาวก อันติโอก เป็นเมืองหลวงอันดับที่สามของอาณาจักรโรมันรองจากโรมและอเล็กซานเดรีย ลูกาผู้เขียนกิจการอัครสาวกบันทึกว่าอันติโอกเป็นเมืองในดินแดนของคนต่างชาติที่พระศาสนจักรตั้งมั่น และกลายเป็นศูนย์กลางของการเดินทางเพื่อประกาศข่าวดีของเปาโล

What can we learn from the early Jerusalem church community? | New ...

ความเชื่อในพระเยซูเจ้าแผ่ขยายไปยังดินแดนต่างชาติ และชุมชนคริสตชนที่เป็นชาวต่างชาติต่างภาษามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องเพราะเกิดการเบียดเบียนอย่างหนักที่กรุงเยรูซาเล็ม จนเป็นสาเหตุให้พวกที่มีความเชื่อต้องกระจัดกระจายไป ดูเหมือนว่าเป็นเหตุการณ์อันเลวร้าย แต่ในสายตาแห่งความเชื่อพวกเขากลับได้เห็นพระพรของพระเจ้ามากมายที่เกิดขึ้นในสถานการณ์เหล่านั้น

เมื่อท่านเจอกับสถานการณ์ยุ่งยากในชีวิต อย่าคิดว่าจะมีแต่สิ่งเลวร้ายเท่านั้น บางทีพระองค์อาจจะให้เราได้เรียนรู้สิ่งสำคัญในชีวิตของเราก็เป็นได้… มิสซังสยามได้รับการสถาปนาเมื่อ 350 ปีที่ผ่านมา ย่อมมีความเป็นมาที่เชิญชวนให้เราเรียนรู้และทำความเข้าใจ ความเชื่อที่เราได้รับมีคุณค่าเพียงพอไหมที่เราจะถนอมรักษาไว้อย่างหวงแหน?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

4 พฤษภาคม 2020 วันจันทร์ สัปดาห์ 4 เทศกาลปัสกา (กจ 11:1-18)

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้รัฐบาลรวมทั้งประชาชนคนไทยได้เรียนรู้ว่า เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมต่อชีวิตความเป็นอยู่นั้นจะใช้อะไรเป็นหลักคิด เพื่อแก้ปัญหาและลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ในแต่ละวิธีการจะมีผลที่ตามมาหลังจากนั้น… การตัดสินใจไม่อาจจะใช้อารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียวเป็นเกณฑ์ บางทีอาจยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น

A CHRISTIAN PILGRIMAGE | Just another WordPress.com site | Page 76

พระศาสนจักรแรกเริ่มทวีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ความเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้าเริ่มแผ่ขยายออกไปนอกชุมชนชาวยิว พวกเขาก็เผชิญกับปัญหาที่จะต้องตัดสินใจเหมือนกัน จะรับพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกพระศาสนจักรหรือไม่ และพวกเขาจะต้องถือตามธรรมเนียมประเพณีของชาวยิวหรือไม่ … คำตอบที่เปโตรได้รับและเป็นที่ยุติสำหรับทุกคนก็คือ “ในเมื่อพระเจ้าประทานพระพรแก่เขาเช่นเดียวกับที่ประทานแก่เรา ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเป็นใครเล่าที่จะขัดขวางพระเจ้าได้” (กจ 11:17)
บางที ความดี ความสมัครสมานสามัคคี ความเป็นหนึ่งเดียวกัน สันติภาพและความสงบสุขไม่อาจเกิดขึ้นเพียงเพราะการวางเงื่อนไขที่มาจากอคติส่วนตัวของเรานั่นเอง การหาเหตุผลที่จะให้เกิดความดีความเป็นหนึ่งเดียวสักประการหนึ่งดีกว่ามีเหตุผลมากมายที่จะกีดกันขัดขวางไม่ให้เกิดขึ้น

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

3 พฤษภาคม 2020 สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา (ยน 10:1-10)

พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี พระองค์ตรัสถึงพระองค์เองว่า “เรามาเพื่อให้แกะมีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ผู้เลี้ยงแกะย่อมสละชีวิตเพื่อแกะของตน…”(ยน 10:10-11) และพระองค์ได้ทรงกระทำเช่นนั้น พระองค์ยอมสละชีวิตของพระองค์เพื่อไถ่กู้เรามนุษย์ พระองค์ทรงหล่อเลี้ยงเราด้วยพระวาจาและชีวิตของพระองค์

MONDAY, MAY 13, 2019 JOHN 10:1-10 (Acts... - Sacred Heart of Jesus ...

เมื่อเรารับศีลล้างบาปเรามีชีวิตของพระเยซูเจ้าในตัวเรา เมื่อเรารับศีลมหาสนิทเราก็ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า นั่นหมายความว่าเรามีส่วนร่วมในธรรมชาติเดียวกับพระเยซูเจ้า ในเมื่อพระองค์เป็นผู้เลี้ยงที่ดี เราแต่ละคนก็ย่อมต้องทำชีวิตของเราเป็นผู้เลี้ยงที่ดีด้วยเช่นเดียวกัน

ในฐานะที่เราเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า เราเป็นเหมือนลูกแกะที่ติดตามพระเยซูเจ้ารับการหล่อเลี้ยงจากพระองค์มากน้อยแค่ไหน? ในฐานะที่เรามีธรรมชาติร่วมกับพระองค์ผ่านทางพระพรที่เราได้รับ ลูกแกะในชีวิตของเราเป็นใคร ใครที่พระเป็นเจ้าทรงมอบหมายให้เราดูแล เราได้ปกป้องพวกเขาให้พ้นจากอันตรายหรือเรากลับกลายเป็นผู้ทำร้ายทำลายเขาเสียเอง? เราได้หล่อเลี้ยงเขาให้มีชีวิตที่สมบูรณ์ไหม?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

2 พฤษภาคม 2020 วันเสาร์ สัปดาห์ 3 เทศกาลปัสกา (กจ 9:31-42)

เปโตรรักษาชายอัมพาตที่นอนอยู่บนแคร่มาแปดปีชื่อไอเนอัส ทำให้หญิงคนหนึ่งจากเมืองยัฟฟา กลับคืนชีพ นางชื่อทาบีธา ทั้งๆ ที่นางป่วยและถึงแก่กรรมแล้ว ศพของนางถูกตั้งไว้ในห้องชั้นบน คำพูดและการกระทำของเปโตรมีลักษณะคล้ายกับที่พระเยซูเจ้าได้ทรงเคยกระทำในการรักษาและในการทำให้กลับคืนชีพ หนังสือกิจการอัครสาวกบันทึกไว้ชัดเจนว่าเปโตรมีพลังของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ “….พระเยซูคริสตเจ้าทรงรักษาท่านให้หาย…”(กจ 9:34)

THE POWER AND PRESENCE OF JESUS IN THE EARLY CHURCH | A CHRISTIAN ...

พลังอำนาจของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพนั้นอยู่กับเราทุกคนด้วยผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้รับ เราแต่ละคนสามารถใช้คำพูดในการรักษาเยียวยาบาดแผลซึ่งนำความเจ็บปวด โรคร้ายที่เกิดจากความเกลียดชัง อาฆาตมาดร้าย ความอิจฉาริษยา ฯลฯ เราสามารถทำกิจการที่อาจให้ชีวิตใหม่ใครๆมากมาย เป็นพลังที่เราใช้ในนามของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ

ทุกวันนี้คำพูดและกิจการของท่านนำการเยียวยารักษาและนำผู้อื่นให้กลับมีชีวิตอีกครั้งหรือไม่?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

1 พฤษภาคม 2020 วันศุกร์ สัปดาห์ 3 เทศกาลปัสกา (กจ 9:1-20)

เซาโลเปลี่ยนแปลงจากคนที่ “เคียดแค้นคุกคามจะฆ่าบรรดาศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (กจ 9:1) เขาเคยเบียดเบียนและตามล่าบรรดาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคริสตชน แต่เมื่อเขาพบกับองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ เขากลับกลายเป็นผู้ประกาศว่า “พระเยซูเจ้าพระองค์นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า” (กจ 9:20)

Sermon: Still Breathing Threats and Murder - Spirit of Grace

อานาเนียไม่ได้ทำสิ่งอื่นใดนอกจากฟังการดลใจจากพระเจ้า เขาถูกส่งมาเพื่อช่วยเซาโลให้มองเห็น และโปรดศีลล้างบาปแก่เขา อานาเนียไม่ได้ใช้การรับรู้ของตนเองซึ่งเป็นอคติที่มีต่อเซาโลในการตัดสินเขา

คนที่สังคมตราหน้าว่าเป็นคนชั่วบาปหนาบกพร่องมากมายอาจจะเป็นผู้ประกาศความเชื่อในพระเยซูเจ้าได้อย่างเข้มแข็ง ร้อนรน เพราะเขาสัมผัสถึงพระเมตตาของพระเจ้าได้อย่างชัดเจน และบางทีเราก็สามารถช่วยให้เขาอยู่ในเส้นทางที่พระทรงเรียกเขาได้ ขอเพียงไม่ไปตัดสินเขาด้วยอคติในใจตนเสียก่อน

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

29 เมษายน 2020 วันพุธ สัปดาห์ 3 เทศกาลปัสกา (กจ 8:1-8)

การเบียดเบียนที่กรุงเยรูซาเล็มดูเหมือนเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในพระศาสนจักรเริ่มแรก “ทุกคนนอกจากบรรดาอัครสาวกกระจัดกระจายไปตามชนบทในแคว้นยูเดียและสะมาเรีย..” (กจ 8:1) แต่ความเจ็บปวดจากการพลัดพรากการสูญเสียในครั้งนั้น ทำให้ให้พวกเขามีโอกาสประกาศความเชื่อของตนอย่างกว้างขวาง มีผู้มารับความเชื่อเพิ่มจำนวนขึ้น พวกเขาได้เห็น “การเก็บเกี่ยว” ที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสถึง

Acts 8:1-8 | Walking Together Ministries

สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่เป็นความเลวร้ายที่เกิดขึ้นและกระทบไปทั่วทุกภูมิภาค กระทบชีวิตของเราแต่ละคน อาจจะทำให้ชีวิตของเรายากลำบาก แต่ในเวลาเดียวกันเราได้สัมผัสถึงความรักความผูกพันที่เรามีต่อกันในครอบครัว ในสังคม และในท่ามกลางมนุษยชาติ และทำให้เราตระหนักว่านั่นเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่คนเราต้องการ ไม่่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องวัตถุที่ต้องแก่งแย่งกันครอบครองเลย แต่เป็นน้ำใจดี ความรักความห่วงใยต่างหากที่เราควรมอบให้แก่กันและกัน

ท่านเห็นความดีอะไรบ้างในสถานการณ์ยากลำบากของชีวิตของท่าน? ท่านได้ใช้เป็นโอกาสประกาศความรักของพระประกาศความเชื่อและขอบคุณพระเจ้าหรือไม่?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

27 เมษายน 2020 วันจันทร์ สัปดาห์ 3 เทศกาลปัสกา (กจ 6:8-15)

ดูเหมือนว่าบรรดาอัครสาวกเท่านั้นที่ทำอัศจรรย์ในนามของพระเยซูเจ้าได้ เป็นเครื่องหมายว่าพระองค์ทรงประทับอยู่และทำงานร่วมกับพวกเขา

St Stephen before the Council

สเทเฟนเป็นสังฆานุกรที่ได้รับเลือกจากบรรดาอัครสาวก และหนังสือกิจการอัครสาวกบันทึกว่า “สเทเฟนเปี่ยมด้วยพระหรรษทานและพระอานุภาพ ทำปาฏิหารย์และเครื่องหมายอัศจรรรย์ยิ่งใหญ่ในหมู่ประชาชน” แม้ว่าเขาไม่ใช่หนึ่งในบรรดาอัครสาวก เขาก็มีพระพรจากพระเจ้าเช่นกัน รวมทั้งทำกิจการอัศจรรย์ได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่าพระเยซูเจ้าทรงทำงานร่วมกันกับเขาด้วย สเทเฟนกลับกลายเป็นมรณสักขีคนแรกที่เป็นพยานถึงองค์พระเยซูเจ้าด้วย

อย่าลืมว่า ทางใดทางหนึ่งพระองค์ทรงเรียกให้เรามาร่วมงานกับพระองค์ในการประกาศความรักของพระเจ้า ด้วยสายตาแห่งความเชื่อเราจะเห็นกิจการอัศจรรย์มากมายผ่านกิจการดีต่างๆ ที่เราได้กระทำ

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

26 เมษายน 2020 อาทิตย์ สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา (ลก 24:13-35)

ศิษย์สองคนเดินทางกลับหมู่บ้านเอ็มมาอุสบ้านเกิด ไม่ต่างจากศิษย์คนอื่นๆ ของพระเยซู พวกเขาถอยห่างจากวิกฤติที่อยู่ตรงหน้า พวกเขากลัวที่จะอยู่เคียงข้างกับพระเยซูเจ้าจนพระองค์ต้องสิ้นพระชนม์อย่างโดดเดี่ยว พวกเขารู้สึกว่าความคิดความคาดหวังของเขาหมดสิ้น… บางครั้งพวกเราก็ไม่ต่างกัน เมื่อเผชิญกับปัญหาความยากลำบาก เราก็เอาตัวรอด ไม่กล้าเผชิญหน้า กลัวภัยมาถึงตัว ถอยห่างแบบลืมตัวว่า…เราเป็นใคร?

My Reflections...: Reflection for April 15, Wednesday in the ...

ศิษย์สองคนบนเส้นทางนั้นได้พบกับพระเยซูเจ้าที่เสด็จร่วมเดินทางกับพวกเขา ชวนพวกเขารำพึงพระวาจาของพระเจ้า และจำพระองค์ได้ในที่สุดที่การบิปังในระหว่างรับประทานอาหาร พวกเขากลับร้อนรนและมีกำลังใจเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง ที่สุดพวกเขากลับไปยังกรุงเยรูซาเล็มและกลับกลายเป็นพยานถึงองค์พระเยซูเจ้าด้วยใจกล้าหาญ

โอกาสที่เรามีวิกฤติประสบปัญหาต่างๆเรามีท่าทีอย่างไร? เราได้ให้การสนทนากับพระเยซูเจ้าในคำภาวนา การรับฟังพระวาจา และพิธีบูชาขอบพระคุณช่วยให้เราหวนคืนสู่ชีวิตที่แท้จริงของเราไหม?

โอวาทจิตตาธิการสำหรับการประชุมพลมารีย์

26 เมษายน 2020 อาทิตย์ที่ 3 เทศกาลปัสกา

ศิษย์สองคนของพระเยซูเจ้าเดินทางแยกย้ายจากกลุ่มเพื่อกลับสู่ถิ่นกำเนิดของตนเอง พระเยซูเจ้าเสด็จมาร่วมเดินทางไปกับพวกเขา ดูเหมือนว่าพวกเขาจำพระองค์ไม่ได้ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาจำพระองค์ไม่ได้? เป็นเพราะการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ใช่ไหม? พวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าพระองค์จะทรงถูกตรึงกางเขน นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังไว้… การคาดคอยที่จะพบที่จะเห็นในสิ่งที่คิดไว้หวังไว้ทำให้เราวนเวียนอยู่กับตนเอง จนความสามารถในการรับรู้ ยอมรับ บุคคลและความจริงที่อยู่ต่อหน้าเราถดถอยไป หรือกลับกลายเป็นความมืดบอดในชีวิตของเรา

บางครั้งบนเส้นทางของการดำเนินชีวิต พวกเราพลมารีย์ก็จำพระเยซูเจ้าไม่ได้ ทั้งที่พระองค์เสด็จพระดำเนินเป็นเพื่อนร่วมทางกับเราตลอดเวลา พระองค์หล่อเลี้ยงเราด้วยพระวาจาและคำสอนของพระองค์ เหมือนกับที่พระองค์ทรงสนทนากับศิษย์ของพระองค์บนเส้นทางสู่เอมมาอุส พระองค์เสด็จมาหาเราทางพี่น้องที่ขัดสน และต้องการช่วยเหลือโดยเฉพาะทางด้านจิตวิญญาณซึ่งเป็นพันธกิจของพวกเราพลมารีย์… การจดจำพระองค์ไม่ได้อาจจะเนื่องมาจากความคาดหวัง ความคิดของเราแต่ละคน ไม่ตรงกับพระประสงค์ของพระเจ้า แต่เราก็ไม่เคยปรับความคิดทัศนคติของเรา เราไม่ได้มีสายตาแห่งความรักเมตตาของพระเจ้าอย่างแท้จริง ทำให้เราจดจำพระองค์ไม่ได้ มองพระองค์ไม่เห็น

Sermon / Pr. Ted Giese / Sunday April 30th 2017 - / Luke 24:13-35 ...

พระแม่มารีย์เป็นแบบอย่างแก่เราในการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระนางมีชีวิตภาวนา รำพึงพระวาจา รับใช้พระเจ้าที่พระวิหาร จนที่สุดพระนางเปิดหัวใจรับองค์พระเยซูเจ้าเข้ามาในชีวิตของพระนางเอง ให้เราเป็นเหมือนพระแม่ แสวงหาที่จะใกล้ชิดพระเยซูเจ้าอยู่เสมอ และแน่นอนที่ที่พวกเราจะจดจำพระเยซูเจ้าได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ ในพิธีบูชาขอบพระคุณ ให้เรารักที่จะร่วมในพิธีบูชาขอบพระคุณ และใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ให้พระองค์เสด็จมาเป็นหนึ่งเดียวกับเราเสมอ