ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

22 เมษายน 2019 วันจันทร์ในอัฐมวารปัสกา

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

บางทีเมื่อรู้สึกว่าจะต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง อำนาจ ตำแหน่ง หน้าตาในสังคม ธุรกิจ ความมั่นคง ความภาคภูมิใจ เรามักมีปัญหาในการรับความจริง การคดโกง ฉ้อฉล บิดเบียน ปกปิดจึงติดตามมา

น่าแปลกที่พวกทหาร หัวหน้าสมณะซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มบุคคลที่น่าจะมีความกล้าหาญ มีเกียรติและสง่าผ่าเผยกลับมีความหวั่นกลัวในความจริง พวกเขาพยายามปกปิดความจริงและคงไม่มีความสงบในจิตใจ แต่สตรีทั้งสองซึ่งไร้ซึ่งอำนาจ และถือเป็นบุคคลต่ำต้อยกลับเป็นบุคคลที่อยู่กับความจริงด้วยความกล้าหาญ และชื่นชมยินดี

พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพองค์แห่งความจริงตรัสกับเราในวันนี้ว่า “อย่ากลัวเลย…” เพราะพระองค์ยังประทับอยู่กับเรา พระองค์จะทำให้เราเป็นอิสระ ความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ

.

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

16 เมษายน 2019 วันอังคาร สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

“… ท่านคนหนึ่งจะทรยศเรา…เป็นผู้ที่เราจะจุ่มขนมปังส่งให้…”

บางครั้งเราอาจจะเป็นศิษย์คนนั้นที่ทรยศต่อพระเยซูเจ้า ทั้งที่เราได้ร่วมโต๊ะศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในพิธีบูชาขอบพระคุุณบ่อยๆ

บางครั้งเราอาจจะหาประโยชน์จากความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อพระเยซูเจ้า หาประโยชน์จากพลังอำนาจของพระองค์ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการที่ยูดาสคิดต่อพระองค์

บางครั้งเราอาจจะเป็นไม่ซื่อสัตย์ต่อการดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการทรยศต่อพระองค์ เราสัญญามากมายว่าจะรักพระองค์แต่เมื่อคราวคับขันเราก็ถอยหนี

แต่พระองค์ทรงรักเราและพร้อมจะอภัยเสมอ…เราพร้อมจะหันกลับมาหาพระองค์หรือไม่???

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

14 เมษายน 2019 วันอาทิตย์แห่ใบลาน

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

หากเราเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริงเห็นทีเราควรต้องเลิกการดำเนินชีวิตแบบ “เจ้าบุญนายคุณ”

เราคิดเสมอว่าเมื่อฉันดำเนินชีวิตอย่างดี พระเจ้าต้องเมตตาและตอบแทนความดีแก่ฉันเป็นความสุขความสำเร็จเกียรติยศชื่อเสียงที่ฉันต้องการ หรืออย่างน้อยต้องก็ไม่ควรต้องยากลำบากอย่างที่เป็นอยู่นี้

ฉันปฏิบัติกิจเมตตาอะไรต่อใคร ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน ลูกน้อง คนยากจนขัดสนและต้องการที่พี่ง ฉันก็คาดหวังว่าพวกเขาจะสำนึกในบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ฉันเผื่อแผ่ ฉันควรได้รับความเคารพให้เกียรติเพราะเขาได้รับความอนุเคราะห์จากฉัน

การเป็นผู้รับใช้ของฉันก็ต้องได้รับคำชื่นชมสรรเสริญ ฉันต้องการให้สิ่งที่ฉันคิดบังเกิดขึ้นจนลืมไปว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนที่ฉันรับใช้ต้องการจริงๆ

ฉันเรียกร้องให้ใครๆ เข้าใจฉัน ยอมรับฉัน แต่ฉันไม่เคยคิดจะเข้าใจใคร ยอมรับใครอย่างแท้จริง เพราะฉันคิดถึงแต่ตัวของฉันเอง

ฉันไม่เคยยอมรับความยากลำบากเพราะหากจะให้ฉันทำหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด ฉันคิดว่าฉันสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนทุกอย่าง สิ่งที่ฉันคิดจำเป็นและเป็นสิ่งที่ฉันต้องการ และหากไม่เป็นที่ยอมรับไม่สำเร็จฉันก็พร้อมจะ “สละเรือไขก๊อก” เพราะฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อจะต้องจบชีวิตไปกับภารกิจนั้น… ฉันคาดหวังสิ่งที่จะทำให้ส่งชีวิตของฉันสู่ความรุ่งโรจน์

แต่พระเยซูเจ้าที่เรากำลังติดตาม “เข้ากรุงเยรูซาเล็ม” นครศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นผู้รับใช้อย่างแท้จริง

พระองค์เป็นผู้รับใช้ที่ “มีลิ้น ของผู้ที่พระเจ้าทรงสอน” พูดจาให้กำลังใจคน มีคำพระ มีคำพูดประสานมิตร สร้างชีวิตหนุนกำลังใจ

พระองค์เป็นผู้รับใช้ที่มีหู “ฟังเหมือนศิษย์ที่พระเจ้าทรงสอน” ฟังความยากลำบากเดือดร้อนของผู้คน…

พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ยอมสลายตนเอง ” ทรงสละพระองค์จนหมดสิ้น ทรงรับสภาพดุจทาส เป็นมนุษย์ดุจเรา… จนถึงกับทรงยอมรับแม้ความตาย เป็นความตายบนไม้กางเขน…” พระองค์ไม่เบือนหนีความทุกข์ทรมานจากการเบียดเบียน. “…ข้าพเจ้าไม่ต่อต้าน ไม่หันหลังหนีไป ข้าพเจ้าหันหลังให้แก่ผู้โบยตีข้าพเจ้า และหันแก้มให้แก่ผู้ที่ดึงเคราข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ซ่อนหน้าแก่ผู้สบประมาทและถ่มน้ำลายรด… ” จุดประสงค์เดียวคือเพื่อให้พระประสงค์ของพระบิดาสำเร็จไป เป็นความสุภาพที่ยอมรับทุกสิ่งโดยไม่สงวนเกียรติยศศักดิ์ศรีไว้สำหรับตนเองเลย…

เรายังจะคงเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ไปหรือไม่…

.

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

13 เมษายน 2019 วันเสาร์ สัปดาห์ 5 เทศกาลมหาพรต

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

บางครั้งเราก็รู้สึกหวั่นไหวไม่สบายใจเมื่อความดีเกิดขึ้น เมื่อคนดีประกอบกิจการดีและกิจการของเขาส่งผลเป็นความเปลี่ยนแปลงมาตกกระทบเรา เหมือนข่าวเกี่ยวกับพระเยซูเจ้ามาถึงชาวฟารีสีและหัวหน้าสมณะ

น่าเสียดายที่กิจการและการเทศน์สอนของพระเยซูเจ้าถูกมองว่าเป็นการสร้างปัญหาสำหรับพวกเขาและประชาชน เพราะความสนใจของเขาต่างจากเป้าหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า ความต้องการของพวกเขาต่างจากพระประสงค์ของพระเจ้า และสิ่งที่พวกเขาทำก็คือการตัดสินใจกำจัดพระองค์ “… ท่านไม่คิดหรือว่า ถ้าคนคนเดียวจะตายเพื่อประชาชน จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่ชนทั้งชาติจะต้องพินาศไป”

พระประสงค์ของพระเจ้าในบางครั้งอาจจะไม่ตรงกับเป้าหมายและความต้องการในชีวิตของเราแต่ละคน เราจะเลือกทำอย่างไร? จะทำเหมือนกับชาวฟารีสีและหัวหน้าสมณะหรือไม่?

.

.

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

12 เมษายน 2019 วันศุกร์ สัปดาห์ 5 เทศกาลมหาพรต

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

พระเยซูเจ้ากล้าที่จะยืนยันต่อหน้าทุกคนไม่เว้นแม้แต่ต่อหน้าคนที่คอยจ้องจับผิดปองร้ายพระองค์ว่า ” เราได้แสดงกิจการที่ดีหลายอย่างจากพระบิดา… “ และกิจการดีนี้พระคัมภีร์ยืนยันอย่างชัดเจนว่าผู้รับพระวาจาของพระเจ้าเป็นพระเจ้า พระองค์ยืนยันว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า สิ่งที่พระองค์กระทำคือพระประสงค์ของพระเจ้า

เรากล้าที่จะยืนยันอย่างเปิดเผยต่อหน้าทุกคนไหมว่าสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เป็นกิจการดี กิจการของพระ หรือว่าเรากำลังทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง…หรือพวกพ้องเฉพาะกลุ่ม

.

.

.

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

11 เมษายน 2019 วันพฤหัส สัปดาห์ 5 เทศกาลมหาพรต

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

ในฐานะมนุษย์เรามักมีมุมมองจำกัดเท่าที่ศักยภาพของมนุษย์มี

เพราะข้อเท็จจริงที่พวกเขารับรู้คืออับราฮัมบรรพบุรุษของพวกเขาตาย เขาจึงคิดว่าสิ่งพระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดปฏิบัติตามวาจาของเรา ผู้นั้นจะไม่พบความตายเลย” นั้นจะไม่เป็นความจริง จึงนำมาสู่ข้อสรุปตามความคิดของตนเองว่าพระองค์กำลังแอบบ้างตนเอง พระองค์มีปีศาจสิง

พระเยซูนั้นเป็นผู้ที่เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะเข้าใจและรับรู้ได้อย่างครบถ้วน เพราะพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้าพระบิดา

วันนี้พระวาจาของพระเจ้าเปิดประตูหัวใจของเราสู่เขตแดนใหม่แห่งความเชื่อ และไม่จำกัดพระองค์อยู่เพียงแค่ขอบเขตของการรับรู้ของเรา

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

10 เมษายน 2019 วันพุธ สัปดาห์ 5 เทศกาลมหาพรต

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

รูปปั้นทองคำที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์สร้างขึ้นอาจจะเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้ประชาชนยกย่อง แต่เมื่อกลายเป็นรูปเคารพที่ประชาชนทุกคนต้องกราบไหว้สักการะ มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ถึงการประกาศตนเป็นผู้มีอำนาจ ลึกๆ คือการต้องการยกตนเองเป็นพระเจ้า และการที่ชายหนุ่มทั้งสามคนผู้มีความเชื่อในพระเจ้าปฏิเสธไม่อาจจะสิโรราบกราบไว้รูปเคารพทองคำ การลงโทษให้เขาต้องเข้าไปในเตาไฟก็เป็นการเบียดเบียนที่ต้องการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของตนเองเท่านั้น

ชายหนุ่มทั้งสามเป็นตัวแทนของผู้มีความเชื่อทั้งหลายที่ไม่ยอมให้อำนาจใดๆของโลกนี้มีอำนาจเหนือชะตาชีวิตลิขิตเส้นทางเดินของเขา และชายหนุ่มรูปงามคนที่สี่ที่ปรากฎขึ้นทำให้กษัตริย์และเราทุกคนทราบดีว่าพระเจ้าย่อมทรงปกป้องผู้มีความเชื่อเสมอ อำนาจของพระเจ้าย่อมอยู่เหนืออำนาจการทำลายล้างของความชั่วร้ายทุกชนิด

พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ทำให้เราทบทวนการกระทำและการดำเนินชีวิตของเรา ผลงานความสำเร็จของเราเป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่าเหนือคนอื่น แม้กระทั่งเหนือพระเป็นเจ้าหรือไม่ เราได้ให้อะไรมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเราหรือเปล่า

.

.

.

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากชีวิตประจำวัน

9 เมษายน 2019 วันอังคาร สัปดาห์ 5 เทศกาลมหาพรต

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

เราเข้าใจความรักของพ่อแม่เมื่อวันหนึ่งเราได้กลายเป็นพ่อแม่ของลูกของเรา ครั้งหนึ่งที่เราเคยดื้อ เคยต่อต้านพ่อแม่ของเราในหลายๆ เรื่อง แต่กลับมาเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่เรากระทำมากขึ้นเมื่อเราคิดและมองในสายตาของพ่อแม่ที่มีต่อลูก หลายๆ ครั้งเราพลาดบางสิ่งบางอย่างไปเพราะเราไม่พยายามเข้าใจในความรักที่พ่อแม่มีต่อเรา และหลายครั้งมันก็สายเกินไป

พระเจ้าเผยแสดงพระองค์โดยทางพระเยซูเจ้า แต่ชาวยิวปฏิเสธที่จะรับรู้ เมื่อพระองค์ตรัสถึงการจากไปของพระองค์ พวกเขาคิดว่า ” เขาจะฆ่าตัวตายกระมัง…” แต่พระเยซูเจ้ากำลังตรัสถึงการมอบชีวิตของพระองค์เพื่อความรอดของมนุษย์ทุกคน…

เหตุผลที่เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างชาวยิวกับพระเยซูเจ้าก็คือพวกเขามีจุดยืนที่ตรงข้ามกัน “ท่านทั้งหลายมาจากเบื้องล่าง แต่เรามาจากเบื้องบน ท่านเป็นของโลกนี้ แต่เรามิได้เป็นของโลกนี้…” พระเยซูเจ้าเสด็จมาสู่โลกนี้ไม่ใช่เพื่อความตายแต่เพื่อความรอด แต่ความรอดนี้ผ่านทางกางเขนและความตายของพระองค์ พระองค์เลือกที่จะวางใจพระบิดาและมอบชีวิตของพระองค์ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระบิดา

วันนี้พระวาจาของพระเจ้าเชิญชวนเราให้หันกลับมายืนและมีมุมมองเดียวกับพระเยซูเจ้า การยอมตายต่อตนเองและการยอมรับแบกกางเขนที่พระทรงมอบให้จะนำความรอดมาสู่เราแต่ละคน และกางเขนของพระเยซูเจ้าจะไม่เป็นเครื่องทรมานอีกต่อไปแต่เป็นเครื่องหมายของความรอดพ้นที่พระองค์ทรงนำมาให้

.

.

.

.

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

8 เมษายน 2019 วันจันทร์ สัปดาห์ 5 เทศกาลมหาพรต

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน

การกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสี มักเกิดขึ้นในสังคม บ่อยๆ ทำให้ชีวิตของเราได้รับผลกระทบ ยิ่งหากคำกล่าวหานั้นมาจากผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาหรือคนมีเกียรติในสังคมยิ่งยากที่จะแก้ข้อกล่าวหา เพราะน้ำหนักความน่าเชื่อถือไม่ได้อยู่ที่ความจริงแต่อยู่ที่ตำแหน่งฐานะของผู้กล่าวหาว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ และบ่อยครั้งพวกเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ตระหนักว่าทำร้ายใครไปบ้างแล้วด้วยคำพูดอันไม่รับผิดชอบไม่เป็นผู้ใหญ่ของเขา…ใครคนนั้นอาจจะหมายถึง “ตัวเรา” ไหม?

นางซูซันนา เมื่อถูกกล่าวหาเธอเลือกที่จะสงบนิ่ง เพราะเธอรู้ว่าความจริงเกิดอะไรขึ้น และเมื่อเธอต้องอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอดพ้นจากคำกล่าวหาที่มีต่อเธอ เธอหวังพึ่งพระเจ้า และมอบทุกสิ่งไว้ให้พระเจ้าทรงดูแลด้วยความวางใจ

ดาเนียลสะท้อนบุคคลที่เป็นเครื่องมือของพระที่กล้าหาญที่จะเข้ามาให้การช่วยเหลือ แสวงหาความจริงและนำความยุติธรรมมาให้แก่ผู้อื่น ด้วยพระปรีชาญาณ สติปัญญาที่พระมอบให้ ทำให้เขาทำหน้าที่นี้อย่างดี

วันนี้พระวาจาของพระเจ้าเชิญชวนให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในความจริง ไม่ตกอยู่ภายใต้ความครอบงำของกิเลสตัณหาจนทำให้ผิดต่อความรักที่ควรมีต่อผู้อื่น รู้จักสงบนิ่งและวางใจในพระเจ้าอยู่เสมอ และให้เรากล้าที่จะเป็นเครื่องมือของพระในการนำความยุติธรรมความสงบสุขสู่สังคมด้วยสติปัญญาและปรีชาญาณที่พระทรงมอบให้

.

.

.

.

.

.

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

6 เมษายน 2019 วันเสาร์ สัปดาห์ 4 เทศกาลมหาพรต

เชิญอ่าน พระวาจาประจำวัน ยรม 11:18-20 ยน 7:40-52

การเป็นคนดีซื่อสัตย์ต่อการดำเนินชีวิต ต่อหน้าที่ที่รับผิดชอบ บางครั้งใช่ว่าจะราบรื่น และสถานการณ์บางอย่างก็ทำให้เรารู้ว่ากำลังเผชิญกับการคุกคาม ความอาฆาตมาดร้าย การเบียดเบียน สิ่งที่ท้าทายสำหรับชีวิตของเราก็คือ เราจะเลิกและทิ้งภารกิจหน้าที่นั้นไปเพราะเราต้องการเกียรติรุ่งโรจน์โดยไม่ต้องมีกางเขน หรือเราจะก้าวต่อทั้งที่รู้ว่าเผชิญอยู่กับอะไร

การก้าวต่อไปในความซื่อสัตย์ต่อพระประสงค์ของพระที่มอบแก่เราขณะที่รู้ว่ากำลังเผชิญกับปัญหาอุปสรรคและภยันตรายหรือการปองร้ายที่รออยู่นั้น เป็นประสบการณ์ที่ประกาศกเยเรมีห์มองว่าเป็นเหมือน “ลูกแกะว่าง่ายซึ่งถูกนำมายังที่ฆ่า “ ประกาศกเยเรมีห์เลือกที่จะน้อมรับและ กล่าวกับพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าได้มอบคดีของข้าพเจ้าไว้กับพระองค์”

บางทีเราก็อาจจะอยากหลีกหนีจากปัญหาอุปสรรคในชีวิต แต่เราอาจจะต้องทบทวนดูว่าการหลีกหนีนั้นคือการละทิ้งพระประสงค์ของพระหรือกางเขนที่พระมอบให้หรือไม่? หรือเราลืมไปว่าพระก็อยู่เคียงข้างเราเสมอโดยเฉพาะช่วงเวลายากลำบากนี้?

.

.

.

.

.