ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

10 เมษายน 2018 สัปดาห์2 เทศกาลปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

นิโคเดมัสพยายามแสวงหาความเข้าใจด้วยเหตุผล แต่ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าอาศัยสติปัญญาของมนุษย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องอาศัยหัวใจของมนุษย์ คือต้องมีหัวใจที่เปิดรับความจริงของพระองค์ด้วย ถ้าตั้งตนว่าจะไม่เชื่อเสียแล้ว จะอธิบายสักเท่าไรก็จะไม่เข้าใจไม่ยอมรับ

วันนี้ให้เราวอนขอพระจิตเจ้าดลใจเราให้สุภาพที่จะรับข่าวดีของพระองค์ด้วยความร่าเริงยินดี

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

7 เมษายน 2018 วันเสาร์ อัฐมวารปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ประกาศต่อไปแม้มีผู้ไม่เชื่ออีกเป็นจำนวนมาก

พวกหัวหน้าสมณะ สภาซันเฮดริน  ไม่ยอมเชื่อในการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า พวกเขาไม่อยากให้มีการกล่าวถึงพระเยซูเจ้า และทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวาง แม้ว่ากิจการอัศจรรย์ที่เปโตรและยอห์นกระทำจะเป็นสิ่งที่แจ้งชัด แต่เพราะใจที่ปิดของพวกเขาก็ทำให้พวกเขาไม่ยอมรับข่าวดี พวกเขาทำทุกวิถีทางแม้ใช้การข่มขู่บังคับ “เขาจึงเรียกเปโตรและยอห์นเข้ามา สั่งอย่างเด็ดขาดมิให้พูดหรือสอนในพระนามพระเยซูเจ้าอีก” ทุกวันนี้เราแต่ละคนมีท่าทีแบบนี้อยู่ในจิตใจหรือไม่? การไม่รู้สึกชื่นชมในความดีของเพื่อนพี่น้อง ขัดขวางหรือมีส่วนในการเบียดเบียนคนดี ปิดกั้นตัวเองต่อความรักที่ผู้อื่นมอบให้ 

masolino-da-panicale-st-peter-preaching-1426-272-620x320

ขณะประกาศข่าวดีในพระนามของพระเยซูเปโตรและยอห์นต้องเผชิญกับการเลือกตัดสินใจ ทางหนึ่งพวกเขาจะกลับไปมีชีวิตของตนเอง หลีกเลี่ยงปัญหา การเผชิญหน้าโดยเฉพาะกับผู้มีอำนาจมีอิทธิพลและปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ทั้งสองคนคงจะมีชีวิตที่ราบเรียบปกติสุขดี ไม่ต้องเดือดร้อน อีกทางหนึ่งคือเดินหน้าต่อไปในการประกาศข่าวดีและทำกิจการอัศจรรย์ในพระนามของพระเยซูเจ้า ซึ่งต้องเผชิญกับบรรดาผู้เสียผลประโยชน์ ผู้ไม่เชื่อ ผู้ต่อต้านและเบียดเบียน ความขัดแย้งซึ่งนำอันตรายมาสู่ชีวิตของพวกเขา เราจะทำอย่างไรถ้าเราจะต้องหยัดยืนในความดีความถูกต้อง ถ้าเราต้องทวนกระแสสังคมซึ่งขัดแย้งกับคุณธรรมความดี จะคล้อยตามไปแล้วอยู่ได้ไม่เดือดร้อนในสังคมหรือจะยังคงยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องยึดมั่นในความดี แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก?

สิ่งที่เปโตรและยอห์นยืนยันต่อหน้าหัวหน้าสมณะและสภาซันเฮดรินน่าจะให้แนวทางสำหรับเราในฐานะศิษย์ของพระเยซูเจ้าหรือผู้ยึดมั่นในคุณธรรมความดี “ท่านทั้งหลายจงตัดสินเถิดว่าอะไรเป็นการถูกต้องเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าจะฟังท่านหรือจะฟังพระเจ้า เราจำเป็นต้องพูดถึงสิ่งที่เราได้เห็นและได้ยินมา” 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

6 เมษายน 2018 วันศุกร์อัฐมวารปัสกา

คลิกอ่านพระวาจาประจำวัน

1.

“เมื่อซีโมนเปโตรได้ยินว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวม เพราะเขาไม่ได้สวมเสื้ออยู่…” เป็นข้อสังเกตสำหรับเราในการดำเนินชีวิตว่าไม่ใช่ทุกคนที่สมบูรณ์พร้อม ผู้ที่สมบูรณ์พร้อมมีแต่เพียงผู้เดียวคือพระเจ้า ในความเป็นมนุษย์เราผิดพลาดเป็นธรรมดา และอาจจะเคยผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงก็เป็นได้ สิ่งที่สำคัญก็คือเราสุภาพพอไหมที่จะยอมรับ ที่จะก้าวเดินต่อไปโดยอาศัยพระเมตตาของพระ ที่จะสำนึกตนเองและแก้ไขความผิดพลาด

เปโตรคือศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า เขามีความเชื่อในพระเยซูเจ้าและเคยประกาศว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต แต่เขาก็ยังสงสัย เขาไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเคียงข้างพระองค์ในการตัดสินพระองค์ เขาถึงกับปฏิเสธพระเยซูเจ้า… แต่เปโตรก็กลับกลายเป็นผู้ที่สำนึกเสียใจ สุภาพพอในความไม่เหมาะสมของตนเอง และเป็นผู้นำที่กล้าหาญประกาศการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า เขากลายเป็นผู้นำที่เหมาะสมที่พระเยซูเจ้าทรงเลือกเขาในการตั้งพระศาสนจักรของพระองค์

เมื่อเราผิดพลาดบกพร่อง เราสุภาพพอที่จะยอมรับและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองมากน้อยขนาดไหน?

5a4ae642b7fca2c8b1c12a9919c4d0ea

2.

พระเยซูเจ้าผู้กลับคืนชีพเป็นพลังแห่งการประกาศข่าวดี

พวกศิษย์ที่ผิดหวังอย่างแรงกับเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า พวกเขาก็ย้อนกลับมีชีวิตเดิมๆ ที่พวกเขาเคยทำ หลายครั้งก็ไม่ต่างจากผู้คนทั่วๆไป เมื่อไม่พบเป้าหมายที่จะก้าวเดินก็มักจะหันกลับไปสู่สภาพชีวิตเก่าๆ เดิมๆ ทัศนคติและมุมมองเดิมๆ ทั้งที่ก็รู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น “…คืนนั้นทั้งคืนเขาจับปลาไม่ได้เลย” 

สภาพชีวิตเก่าๆ เดิมๆ ก็คงไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวเอง สิ่งที่นำการเปลี่ยนแปลงแก่บรรดาศิษย์ในครั้งนี้มีความหมายสำหรับพวกเขาคือการได้พบกับพระเยซูเจ้าผู้กลับคืนพระชนม์ ที่กาลิลีที่พวกเขาเคยได้รับการเรียกจากพระเยซูเจ้าให้มาติดตามพระองค์ พวกเขาได้รับการเรียกจากพระเยซูเจ้าผู้กลับคืนพระชนม์ ณ ที่นั้นอีกครั้งหนึ่ง พวกเขายังคงเป็นชาวประมงแต่ไม่ได้จับปลาอีกต่อไปเป็นชาวประมงจับมนุษย์ ผลจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของอนาคต แต่เราเห็นเครื่องหมายว่าหากเรายังคงฟังเสียงของพระเยซูเจ้าและให้พระองค์นำทางชีวิตและพันธกิจของเราย่อมบังเกิดผลดีอย่างสมบูรณ์  จงเหวี่ยงแหไปทางกราบเรือด้านขวาซิแล้วจะได้ปลา…” 

พลังที่บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้าได้รับ มาจากการความสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่ามากินอาหารกันเถิด”…พระเยซูเจ้าทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขาแล้วทรงแจกปลาให้เช่นเดียวกัน” เหตุการณ์ร่วมรับประทานอาหารกับพระเยซูเจ้าทำให้บรรดาศิษย์มั่นใจว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพและทำให้พวกเขากล้าออกไปประกาศข่าวดีอย่างกล้าหาญการประกาศข่าวดีจึงเกิดขึ้นจากสภาพชีวิตเดิมที่เรามีที่เราเป็น ที่เริ่มด้วยรับฟังเสียงเรียกจากพระเยซูเจ้าให้ติดตามพระองค์ ฟังเสียงของพระองค์ มีชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระองค์ จดจำพระองค์ได้และติดตามพระองค์ไปในที่พระองค์จะทรงนำไป ในพันธกิจที่พระองค์จะทรงมอบแก่เรา

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

5 เมษายน 2018 วันพฤหัส อัฐมวารปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

รอยบาดแผลจากการตอกตรึงของพระเยซูเจ้า เป็นร่องรอยความเจ็บปวด การตัดสินอย่างอยุติธรรม การทำร้ายทำลายผู้บริสุทธิ์ การเบียดเบียนคนดี การอาฆาตมาดร้ายของผู้คน การใช้อำนาจและการไม่กล้าทำหน้าที่ของตนซึ่งส่งผลตกกระทบเป็นความเจ็บปวดการสูญเสีย อย่างไรก็ดี อาจเป็นเพราะความไม่รู้ เหมือนที่เปโตรมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเยซูเจ้า “ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านทำไปเพราะไม่รู้เช่นเดียว” เป็นความเลวร้าย ความบาปที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดจากความไม่รู้ ในอีกแง่หนึ่งพระเป็นเจ้าก็อนุญาตให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซึ่งเป็นการบ้านสำหรับเราที่จะรำพึงต่อไปว่าพระองค์มีพระประสงค์อะไร “แต่พระเจ้าทรงใช้วิธีนี้เพื่อทำให้ถ้อยคำที่พระองค์ตรัสไว้ล่วงหน้าโดยทางบรรดาประกาศกว่าพระคริสตเจ้าของพระองค์จะต้องทรงรับทรมานนั้นเป็นจริง” 

เปโตรเตือนให้เป็นทุกข์กลับใจและเปลี่ยนแปลงชีวิต “พระเจ้าทรงบันดาลให้ผู้รับใช้ของพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และทรงส่งมาหาท่านก่อนผู้อื่นเพื่อนำพระพรมาให้ท่านแต่ละคนกลับใจละทิ้งวิถีทางชั่วร้ายของตน” 

Zmartwychwstanie

รอยบาดแผลของพระเยซู เมื่อพระองค์กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย ที่พระองค์แสดงแก่บรรดาศิษย์ที่กำลังสับสน สงสัย หวั่นกลัว ท้อแท้สิ้นหวัง กลับกลายมาเป็นความเชื่อสุดใจ สิ้นสงสัย  และเกิดความมั่นใจในการกลับคืนชีพของพระองค์ พระองค์ไม่ใช่ผี “ท่านวุ่นวายใจทำไม เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริงๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี” รอยบาดแผลของพระองค์เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่มีเขียนทำนายไว้เป็นจริง “มีเขียนไว้ดังนี้ว่า พระคริสตเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม…” สิ่งที่พระคัมภีร์เขียนต่อไปก็คือจะต้องมีการประกาศ และการเป็นพยาน “…จะต้องประกาศในพระนามพระองค์ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาปโดยเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม ท่านทั้งหลายเป็นพยานถึงเรื่องทั้งหมดนี้”  

ทุกครั้งที่เรามองดูรอยตะปูรอยบาดแผลของพระเยซูเจ้าอย่าลืมตระหนักเสมอว่าบางครั้งเพราะความไม่รู้ความผิดพลาดของเราอาจส่งผลเป็นการทำร้ายทำลายผู้บริสุทธิ์ ผู้ต่ำต้อยผู้ด้อยโอกาส ในขณะเดียวกันรอยบาดแผลของพระเยซูเจ้านั้นทำให้เรามั่นใจว่ามีผู้หนึ่งที่ยังรักและยอมสละชีวิตเพื่อเรา เราเองก็ต้องกล้าหาญที่จะประกาศความรักที่เรามีต่อพระองค์และต่อผู้อื่น เราต้องกล้ายืนยันในความดี ความรักและสันติสุขเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะหมายถึงการที่เราต้องสละชีวิตของตน 

เมื่อเราอยู่ในความไม่รู้ เราพยายามที่จะเอาชนะความไม่รู้นั้นอย่างไร? เมื่อเราผิดพลาดไปแล้วเราพร้อมจะกลับใจละทิ้งวิถีทางชั่วร้ายของตนหรือไม่หรือยังตะแบงต่อไป? 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

4 เมษายน 2018 วันพุธ อัฐมวารปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

เรื่องราวศิษย์ทั้งสองคนที่เดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเอมมาอุสอาจจะเป็นบทเรียนชีวิตที่มีค่าสำหรับเรา

ที่กรุงเยรูซาเล็มเป็นที่ที่พวกเขาเผชิญกับโศกนาฎกรรม พวกเขารู้สึกเศร้าโศกเสียใจกับการจากไปของพระเยซูเจ้า พระอาจารย์ที่พวกเขาฝากความหวังไว้ “เราเคยหวังไว้ว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ” การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ทำลายความหวังทั้งชีวิตของพวกเขา พวกเขาเลือกที่จะแยกย้ายเดินทางกลับยังบ้านเกิดของตนเอง ท้อแท้ สังสน เสียใจ สิ้นหวัง… หลายครั้งเราก็เลือกที่ถอยหนีกับเหตุการณ์สะเทือนใจ เราไม่อยากเผชิญหน้ากับความผิดหวัง เสียใจ

ช่วงเวลาที่สับสน สงสัย สิ้นหวัง เสียใจ เราต้องการใครสักคนเพื่อจะฟื้นคืนกลับมามีชีวิต เป็นตัวของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ศิษย์ทั้งสองสนทนากัน ทบทวนเรื่องราวต่างๆ พระเยซูเจ้าเข้ามาร่วมเดินทางไปกับพวกเขาแม้ว่าพวกเขาจำพระองค์ไม่ได้ พระองค์อาจจะมาหาเราในช่วงเวลายากลำบากในชีวิตผ่านทางบุคคลคอยแนะนำ คอยเตือนสติเราซึ่งบางครั้งเราไม่ได้คาดคิด  การได้สัมผัสกับพระวาจาและศีลมหาสนิทเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้พวกเขาจำพระองค์ได้ในที่สุด… บางทีวิธีการเหล่านี้อาจจะเป็นทางออกสำหรับชีวิตของเราได้ด้วยเช่นเดียวกัน (การทบทวนเรื่องราวในชีวิต การมีที่ปรึกษาที่สามารถช่วยซึ่งหมายถึงการที่เราจำเป็นต้องมีชีวิตหมู่คณะ(ครอบครัว, สังคม, ชุมชน, คณะสังกัด) การแสวงหาพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า การรับความช่วยเหลือจากพระผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์)

Road-to-Emmaus - Kopia

ที่กรุงเยรูซาเล็มอาจจะไม่เลวร้ายไปเสียทีเดียวสำหรับศิษย์ทั้งสองรวมทั้งบรรดาศิษย์ทั้งหลายของพระเยซู เพราะเป็นที่นี่เองที่พวกเขาได้รับองค์พระจิตเจ้า ที่ทำให้พวกเขากล้าประกาศข่าวดีแห่งการกลับคืนชีพ  เป็นที่แห่งแรกที่การประกาศข่าวดีเกิดขึ้นและคนจำนวนมากกลับมารับความเชื่อ เป็นที่ที่เปโตรในพระวาจาวันนี้ได้มีโอกาสนำพระพรของพระเยซูเจ้ามาสู่ชายง่อยที่อยู่ในสภาพไร้สามารถกลับกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดีและมีความหวังในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง… ในความเลวร้ายของชีวิตอาจจะเป็นที่เราได้เห็นพระพรและความช่วยเหลือจากองค์พระเยซูเจ้ามากที่สุดก็เป็นได้

การกลับคืนชีพจึงไม่ได้หมายถึงการแยกตัวเองออกมาจากสภาพชีวิตที่เลวร้าย การไม่รับรู้ความสิ้นหวังและคอยหลอกตัวเองไปวันหนึ่งๆ แต่เป็นการค้นพบพระเยซูเจ้าที่กลับเป็นขึ้นมาจากความตายที่ประทานความช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างเราโดยเฉพาะในสถานการณ์ต่างๆ เหล่านั้นของชีวิต

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

3 เมษายน 2018 อังคาร อัฐมวารปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ความจริงใจ และการประกาศข่าวดีเรื่องการกลับคืนชีพของเปโตรอย่างกล้าหาญ เป็นที่ประทับใจแก่ประชาชน จนพวกเขากลับใจเป็นจำนวนมาก

1280px-Alexander_Ivanov_-_Christs_Appearance_to_Mary_Magdalene_after_the_Resurrection_-_Google_Art_Project

ขณะที่มารีย์ชาวมักดาลาเป็นแบบอย่างแก่เราในความรักต่อพระเยซูเจ้า เธอติดตามพระองค์ไปอย่างใกล้ชิด แม้ในเหตุการณ์พระทรมานของพระองค์ จนกระทั่งเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว นางก็ยังอยากจะรับใช้พระองค์จนถึงที่สุด เธอชื่นชมยินดีที่ได้พบกับพระเยซูเจ้าที่กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย นางกลับไปบอกบรรดาศิษย์ด้วยความยินดี

เรามีความมั่นใจในพระเยซูเจ้าที่กลับเป็นขึ้นมาจากความตายมากขนาดที่สามารถประกาศต่อผู้อื่นด้วยความกล้าหาญและด้วยความจริงใจไหม? เราแสวงหาพระองค์และจำพระองค์ได้เมื่อใด?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

2 เมษายน 2018 วันจันทร์ อัฐมวารปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ความจริงหลายอย่างมีความแจ้งชัด มีข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์รับรองยืนยัน จึงไม่จำเป็นต้องเชื่อ ความเชื่อหรือความไม่เชื่อของเราไม่ได้มีผลในการเปลี่ยนแปลงความจริงนั้น แต่การที่เราเชื่อในความจริงใดความจริงหนึ่งนั้นมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเราแน่นอน และการดำเนินชีวิตของเราก็จะทำให้ความจริงในสิ่งที่เชื่อนั้นเด่นชัดในชีวิตของเรา

การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า เป็นความจริงอันหนึ่งที่ได้รับการยืนยันจากบรรดาพยานที่อ้างว่าได้รู้เห็นเหตุการณ์นั้นจริงๆ แน่นอนว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันรับรองว่าพระองค์กลับคืนชีพจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงบางอย่างก็ถูกแปลความหมาย “ประตูพระคูหาเปิดออก มีผ้าพันพระศพและผ้าพันพระเศียรวางอยู่ ไม่มีพระศพของพระเยซูเจ้า” พวกที่เชื่อยืนยันว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พวกที่ไม่เชื่อบอกว่าบรรดาศิษย์คนขโมยพระศพของพระองค์ไป

peter-preaching

เปโตรกล้าประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนชีพ ไม่ใช่มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเยซูเจ้าในวาระสุดท้ายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขามั่นใจในความจริงเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าเพราะเขาได้เคยเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ ได้เคยเห็นสิ่งที่พระองค์กระทำ ได้เคยฟังสิ่งที่พระองค์สอนและกล่าวทำนายถึงตัวพระองค์เอง รวมทั้งสิ่งที่พระองค์ได้เปิดเผยกับเขาและบรรดาศิษย์ เปโตรมั่นใจเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซูเจ้ามีความสอดคล้องกับพระวาจาที่มีเขียนบันทึกไว้ ที่บรรดาประกาศกได้กล่าวไว้

พวกเราคงทำอะไรไม่ได้มากในการที่จะพิสูจน์ความจริงเรื่องการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า แต่การดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเยซูเจ้า ที่บรรดาอัครสาวกได้ถ่ายทอดมาจากพระองค์ และกล้าเอาชีวิตของพวกเขาเองเพื่อยืนยันความจริงเกี่ยวกับพระองค์ จะทำให้เรารู้และมั่นใจอย่างแท้จริงว่า “พระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนม์ชีพ”

ท่านกล้าพิสูจน์ความจริงด้วยตัวท่านเองหรือไม่? 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

1 เมษายน 2018 สมโภชปัสกา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ยากนักที่เราจะเป็นพยานหรือค้ำประกันให้ใครสักคนหนึ่ง เราต้องมั่นใจในความดี มั่นใจในความซื่อตรงในตัวตนของคนคนนั้นจริงๆ เราต้องรู้จักและรักเขาจริงๆ

พวกศิษย์ของพระเยซูเจ้ากล้ายืนยันว่า “พระเยซูเจ้าได้กลับคืนชีพ”

เปโตรออกมาประกาศต่อหน้าทุกคนว่า “…เราทั้งหลายเป็นพยานยืนยันถึงกิจการทั้งปวงที่พระองค์ทรงกระทำในเขตแดนของชาวยิวและที่กรุงเยรูซาเล็ม เขาประหารชีวิตพระองค์โดยตรึงบนไม้กางเขน แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม…”

7709707

ยอห์น เล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดเหมือนกับเป็นพยานให้การถึงเหตุการณ์การกลับคืนชีพ “…พระคูหาเปิด…ผ้าพันพระศพ…ผ้าพันพระเศียรที่พับแยกวางไว้…” 

คำพยานของพวกเขาน่าเชื่อแค่ไหน? พวกเขากล้าแลกชีวิตของพวกเขาเพื่อยืนยันความจริงเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า หลายต่อหลายคนสละชีวิตของตนเป็น “มรณสักขี”

พวกเรากล้าเป็นพยานถึงพระเยซูเจ้าหรือไม่? อย่างไร?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

27 มีนาคม 2018 อังคารสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

หลายครั้งที่เราทำกิจการดีเรามักต้องการคำชื่นชมสรรเสริญ เราคาดหวังว่าจะมีคนเห็นคุณค่าหรืออย่างน้อยสำนึกในคุณความดีที่เรากระทำ คราวที่เราต้องการความช่วยเหลือก็ควรจะต้องสนับสนุนเราบ้างเพราะเห็นแก่สิ่งดีดีที่เราเคยกระทำ เรามักผิดหวังเพราะไม่เป็นไปตามที่เราคิด

ประกาศกอิสยาห์ย้ำเตือนตัวเองและประชาชนว่ารางวัลที่แท้จริงนั้นพระเจ้าเท่านั้นจะทรงประทานให้ “รางวัลของข้าพเจ้าอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน และค่าตอบแทนของข้าพเจ้าก็อยู่กับพระเจ้าของข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างข้าพเจ้ามาในครรภ์มารดาให้เป็นผู้รับใช้พระองค์”

หลายครั้งการที่เราผิดพลาดหรือกระทำสิ่งชั่วร้ายอาจจะเป็นเพราะเราให้ปีศาจเข้ามาครอบงำชีวิตของเรา เหมือนยูดาสที่ทรยศต่อพระเยซูเจ้า “…แต่เมื่อยูดาสได้รับขนมปังชิ้นนี้แล้ว ซาตานก็เข้าสิงในตัวเขา พระเยซูเจ้าจึงตรัสแก่เขาว่าท่านจะทำอะไร ก็จงทำโดยเร็วเถิด

วันนี้ให้เราทบทวนทุกกิจการดีที่เรากระทำว่าเรากระทำด้วยเงื่อนไขอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ หรือเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และทำไมเราถึงกระทำกิจการชั่วร้ายต่างๆ มีอะไรที่ครอบงำชีวิตของเราไหม

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

26 มีนาคม 2018 วันจันทร์ สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน

ประกาศกอิสยาห์กล่าวถึงผู้รับใช้ของพระ เขาเป็นคนที่รักษาความยุติธรรมในสังคม เขาจะพร้อมเสมอที่จะอดทนต่อความยากลำบากและการเบียดเบียน น่าคิดว่าสังคมจะสงบสุขแค่ไหนหากเราแต่ละคนไม่ท้อถอยในการทำความดี

ยูดาสคือผู้ทรยศต่อพระเยซูเจ้า เบื้องลึกของความคิดชั่วนี้เริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อยจากการที่เขาติดใจหลงไหลในทรัพย์สินเงินทอง มองประโยชน์ที่ตนจะได้เป็นสำคัญ คนที่อยู่ใกล้เงินๆทองๆ หากไม่ระมัดระวังไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองก็อาจผิดพลาดในเรื่องเหล่านี้ได้

วันนี้ อย่าลืมสำรวจตัวเองว่าเราเป็นผู้รับใช้ของที่พระยึดมั่นในความดี หรือเรากำลังจะกลายเป็นผู้ทรยศต่อพระเยซูเช่นเดียวกับยูดาส