ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

7 มีนาคม 2018, วันพุธ สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

ชนชาติที่ใกล้ชิดพระเจ้า

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ฉธบ 4:1, 5-9, มธ 5:17-19

การถือบทบัญญัติที่พระเจ้าทรงมอบให้ผ่านทางโมเสสทำให้ประชากรอิสราเอลได้ชื่อว่าเป็นประชากรศักดิ์สิทธิ์ เป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร จนถือได้ว่า “ชนชาติยิ่งใหญ่นี้เท่านั้นเป็นประชากรที่มีความเข้าใจและปรีชาญาณ”  เพราะไม่มีชนชาติใดแม้ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตามจะมีพระเจ้าอยู่ใกล้ชิด ดังที่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเราทรงสถิตอยู่ใกล้ชิดเรา “(ฉธบ 4:5)

การถือพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าทำให้เราตระหนักหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ใกล้ชิดเรา?

7056536-1

พระเยซูเจ้าตอกย้ำว่าจำเป็นต้องถือบัญญัติของพระเป็นเจ้าอย่างเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของบัญญัติ รู้ถึงความหมายที่เรากระทำ “จงอย่าคิดว่าเรามาเพื่อลบล้างธรรมบัญญัติหรือคำสอนของบรรดาประกาศก เรามิได้มาเพื่อลบล้าง แต่มาเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์” (มธ 5:17) 

วันนี้ เชิญชวนให้เราทบทวนการปฎิบัติตนในชีวิตของเราว่าสอดคล้องกับพระบัญญัติของพระเป็นเจ้าหรือไม่? เรื่องใด? 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

6 มีนาคม 2018, วันอังคาร สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา

อภัย…ด้วยใจเมตตา

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ดนล 3:25, 34-43 / มธ 18:21-35

มหาพรตเป็นช่วงเวลาพิเศษที่เราขออภัยต่อพระเจ้าในความบาป ความผิดบกพร่องที่เราได้กระทำต่อพระองค์และต่อเพื่อนพี่น้อง เหมือนกับชาวอิสราเอลที่เพราะพวกเขาหันออกไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไปนมัสการพระเท็จเทียม และดำเนินชีวิตผิดศีลธรรมไม่ซื่อสัตย์ในการปฏิบัติตามพระบัญญัติที่พระองค์ทรงประทานให้ ทำให้พวกเขาถูกพระเจ้าลงโทษ ต้องตกไปเป็นทาส เผชิญกับความยากลำบาก ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย หลงเหลือผู้ที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ พวกเขาวอนขอการอภัยจากพระเจ้าด้วยความวางใจในพระเมตตาของพระองค์

“ขออย่าทรงละทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดไป เพราะเห็นแก่พระนามพระองค์ ขออย่าทรงทำลายพันธสัญญาของพระองค์เลย ขออย่าทรงเพิกถอนพระกรุณาไปจากข้าพเจ้าทั้งหลาย…”

พระเยซูเจ้าเน้นย้ำว่าเราต้องให้อภัยคนอื่นอยู่เสมอ เพราะพระเจ้าทรงเมตตาให้อภัยเรา แต่ละคนย่อมต้องรู้สำนึกตนดีว่ามีความผิดพลาดบกพร่องอยู่บ่อยๆ เพราะเราไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเหมือนพระเจ้า ดังนั้นควรที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเราเช่นกัน เราผิดพลาดได้ คนอื่นก็ผิดพลาดได้ เราต้องการการอภัยต้องการโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ คนอื่นก็เช่นกัน ดังนั้นการอภัยผู้อื่นทุกครั้งที่เขาผิดพลาดบกพร่องจึงสมเหตุสมผลและสมควรกระทำเสมอ

“เราไม่ได้บอกท่านว่าต้องยกโทษให้เจ็ดครั้ง แต่ต้องยกโทษให้เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง”

Forgiveness-Matthew_18_21_-_35

ชวนรำพึง

การอภัยต่อผู้อื่น รวมทั้งการอภัยต่อตนเองมักเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยพลังที่มาจากพระเจ้า ดังนั้นควรที่จะภาวนาวอนขอพลังจากพระเสมอเพื่อเราจะได้เข้มแข็งพอที่จะอภัยแก่ผู้อื่น

การอภัยต่อผู้อื่นเป็นการปลดปล่อยตัวเราเองให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึก ความเกลียดชัง การแก้แค้น ซึ่งหลายครั้งเราการเก็บความโกรธเกลียดไว้กลับเป็นการทำร้ายทำลายตัวเอง

การอภัยต่อผู้อื่นบ่อยๆ ทำให้เรียนรู้ถึงพระทัยเมตตาของพระเจ้าด้วย ที่ทรงเมตตาให้อภัยและพร้อมเสมอเมื่อมนุษย์สำนึกเสียใจหันกลับมาหาพระองค์ พระเจ้าไม่ได้ให้อภัยเพียงแค่เจ็ดครั้งแต่อภัยเสมอตลอดไป

“พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงกระทำต่อท่านทำนองเดียวกัน ถ้าท่านแต่ละคนไม่ยอมยกโทษให้พี่น้องจากใจจริง”

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

5 มีนาคม 2018, สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต

เสียงของพระกับบทบาทของประกาศก

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน 2 พกษ 5:1-15, ลก 4:24-30

nazareth

เสียงของพระอาจจะผ่านมาถึงเราผ่านทางบุคคลต่ำต้อย บุคคลที่ไม่มีฐานะบทบาทในสังคม บุคคลที่มีชื่อเสียง อาจจะเป็นบุคคลที่เราไม่รู้จักแต่ได้สื่อสารความจริงที่พระอยากจะบอกกับเรา ดังตัวอย่างที่เราได้เห็นในพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้

เด็กหญิงที่เป็นสาวใช้ของภรรยาของนาอามาน นำเสนอหนทางที่นาอามานซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ยิ่งใหญ่ได้มีโอกาสที่จะหายจากโรคผิวหนังร้ายแรง เขาเป็นชาวซีเรีย แต่เขาก็ยอมฟังเด็กหญิงนั้น “ถ้าเจ้านายผู้ชายเพียงแต่ไปหาประกาศกที่กรุงสะมาเรีย ประกาศกคงจะรักษาเจ้านายให้หายจากโรคได้”

ผู้รับใช้ต่ำต้อยเตือนนาอามานให้ทำตามคำของประกาศกเอลีชาเพื่อเขาจะได้หายจากโรค และเขาก็ยอมปฏิบัติตาม “นายขอรับ ถ้าประกาศกบอกท่านให้ทำสิ่งยาก ท่านก็คงจะทำตามไม่ใช่หรือ บัดนี้ เขาบอกแต่เพียงว่า จงไปชำระตัว แล้วท่านจะหายจากโรค”

พระเยซูเจ้าเป็นพระบุตรที่พระบิดาทรงส่งมา ในฐานะที่พระองค์เป็นมนุษย์พระองค์เสด็จไปนาซาเร็ธ ถิ่นฐานที่พระองค์เจริญวัย พวกเขาน่าจะรับพระองค์ได้มากที่สุดในฐานะประกาศกผู้ประกาศข่าวดีแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่พระองค์กลับไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะพวกเขามีมาตรฐานทางความคิดของพวกเขาเอง และไม่พร้อมจะเปิดหัวใจรับพระองค์ “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ไม่มีประกาศกคนใดได้รับการต้อนรับอย่างดีในบ้างตน”

ชวนรำพึง

บางทีเราก็ให้ค่ากับคนมีเกียรติ มีตำแหน่งในสังคม ให้ค่ากับคนที่มีชื่อเสียงและพร้อมจะรับฟังพวกเขา เด็กๆและเยาวชนมักสนใจบรรดาดารานักร้อง และเลียนแบบพวกเขาแม้กระทั่งในเรื่องการดำเนินชีวิตผิดศีลธรรม เพราะค่านิยมความคิดแบบนี้อาจจะทำให้เราลืมรับฟังเสียงของคนที่เราคิดว่าไม่สำคัญ อาจจะเป็นบุคคลใกล้ตัวเราที่เขาอาจจะพร่ำบอกความจริงที่พระเจ้าปรารถนาจะบอกกับเรา

บางทีเรารู้สึกคลางแคลงใจที่จะรับฟังคนของพระ ซึ่งอาจจะหมายถึงพ่อแม่ที่ทำหน้าทีสั่งสอนลูก พระสงฆ์ซึ่งทำหน้าที่เทศน์สอน เราไม่ไว้วางใจและไม่รับฟัง เพราะเขาอาจจะมีชีวิตที่แตกต่างไปจากความคิดหรือมาตรฐานที่เราคิด เราคิดว่าเขาต้องเป็นเหมือนเทวดาเสียก่อนจึงจะสั่งสอนเราได้

พระสงฆ์ บิดามารดา ครู ผู้ใหญ่ จะว่าไปแล้ว คริสตชนทุกคน ในบทบาทหน้าที่หนึ่งที่พระเรียกร้องจากบุคคลเหล่านี้คือการเป็นประกาศก อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับ ถูกตัดสินและตีคุณค่าเราจากภายนอก และมีผู้ปฏิเสธไม่รับฟัง แต่อย่าลืมว่าเราก็ยังคงต้องรักษาหน้าที่นี้อย่างซื่อสัตย์ต่อไป เราจะอ้างไม่ได้ว่าเพราะไม่มีคนฟังจึงไม่ทำหน้าที่ และก็ไม่ควรที่จะแสวงหาการเป็นที่ยอมรับจนละเลยหน้าที่นี้ด้วย “แต่พระองค์ทรงดำเนินฝ่ากลุ่มคนเหล่านั้น แล้วเสด็จจากไป” 

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

25 กุมภาพันธ์ 2018, สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต

เชื่อ…เชื่อฟัง

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ปฐก 22:1-2, 9-13, 15-18 / รม 8:31-34 / มก 9:2-10

  1. ในเทศกาลมหาพรตเป็นช่วงเวลาพิเศษที่เราได้สำรวจความเชื่อของเราในพระเป็นเจ้า ความนบนอบเชื่อฟังที่เรามีต่อพระองค์ เรายังคงนบนอบเชื่อฟังพระอยู่ไหม เมื่อเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต เมื่อเรารู้สึกว่ามีสิ่งที่ดีกว่าที่เราอยากจะทำ 
    • อับราฮัมต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่อความวางใจในพระเจ้าของเขาเมื่อพระเจ้าตรัสสั่งให้ฆ่าอิสอัคเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า อับราฮัมเลือกที่จะเชื่อฟังและปฏิบัติตามแม้ว่าอิสอัคเป็นบุตรคนเดียวและเป็นความหวังของเขาที่จะมีผู้สืบทอดตระกูลของตน แต่พระเจ้าให้ทูตสวรรค์มาห้ามเขาไว้ไม่ให้ฆ่าอิสอัค…ทำให้เราเห็นว่าเครื่องบูชาที่พระเจ้าทรงปรารถนาไม่ใช่ใดอื่นนอกจากความเชื่อฟังต่อพระประสงค์ของพระองค์ และอับราฮัมสอบผ่าน…เขาได้ชื่อว่าบิดาแห่งความเชื่อ เขาได้กลายเป็นตนตระกูลของชนชาติอิสราเอลประชากรของพระเจ้า
    • ข้าพเจ้ายังมีความเชื่อ แม้เมื่อข้าพเจ้าพูดว่า “ข้าพเจ้ามีความทุกข์ยากเต็มทนแล้ว” (สดุดี 106:10)
  2. ความรักหลงใหลในเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จ ความสุขชั่วคราวบนโลกนี้ เป็นสิ่งที่อาจจะทำให้เราหลงทาง เป็นการประจญที่เราต้องเอาชนะ เราต้องถามตัวเองเสมอว่า เรายังรักพระอยู่ไหม?
    • พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้ศิษย์ทั้งสามคนได้เห็นสภาพรุ่งโรจน์ของพระองค์ เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าเบื้องหลังพระทรมานของพระองค์มีเกียรติรุ่งโรจน์ที่พระบิดาเจ้าสวรรค์จะประทานให้ เพื่อพวกเขาจะได้ทนรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพระองค์
  3. พระเยซูเจ้าเป็นตัวอย่างของผู้ที่นบนอบเชื่อฟังจนถึงทึีสุด พระองค์มีโอกาสที่จะปฏิเสธแผนการของพระ มีโอกาสที่จะหาประโยชน์จากการยอมรับนับถือของประชาชนที่ติดตามพระองค์ แต่พระองค์เลือกหนทางแห่งกางเขนตามพระประสงค์ของพระบิดา เสียงที่ออกมาจากก้อนเมฆนั้นบอกกับเรา
    • “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”(มก 9: 7) ฟังหมายถึงการเลียนแบบอย่างการดำเนินชีวิตของพระองค์ การน้อมรับแผนการของพระ แม้พระจะให้เราเผชิญกับความยากลำบาก มีปัญหาสุขภาพ หรือความทุกข์ต่างๆ นานาเพราะการดำเนินชีวิตอย่างดีอย่างซื่อสัตย์ แต่อย่าลืมว่า “ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ข้างเรา ใครจะสู้เราได้…” (รม 8: 31)

 

transfiguration_raphael_2

พระราชากับไข่มุก

กาลครั้งหนึ่ง พระราชาตรัสเรียกขุนนางท่านหนึ่งเข้ามาพบ พร้อมทั้งแสดงให้เขาเห็นไข่มุกล้ำค่าของพระองค์ พระราชาถามขุนนางว่า “เจ้าว่าไข่มุกเม็ดนี้มีค่าเท่าไร” ขุนนางท่านนั้นก็ตอบว่า “ไข่มุกเม็ดนี้มีค่าล้ำมากกว่าทองคำ 50 เกวียน” พระราชาทรงมีพระดำรัสว่า “เจ้าจงเอาฆ้อนทุบมันเสียเถิด” ขุนนางไม่กล้าทำเพราะเสียดายไข่มุกเม็ดนั้นอย่างยิ่ง ทูลยับยั้งคำสั่งของพระราชา

ต่อมาพระราชาตรัสเรียกขุนทางอีกคนหนึ่งเข้ามา แสดงให้เขาเห็นไข่มุกของพระองค์ และถามถึงคุณค่าของไข่มุกเม็ดนั้น “เจ้าว่าไข่มุกเม็ดนี้มีค่าเท่าไร” ขุนนางคนนั้นก็ตอบว่า “ไข่มุกเม็ดนี้มีค่ามหาศาล ทองคำ 100 เกวียนยังมีค่าไม่เท่าไข่มุกที่พระราชามี” พระราชาดำรัสสั่งให้ขุนนางคนนั้นเอาฆ้อนทุบมันแตกเสีย ขุนนางไม่กล้าทำเช่นเดียวกัน ทูลยับยั้งคำสั่งของพระราชา

แล้วพระราชาเรียกคนรับใช้เข้ามา ถามถึงราคาไข่มุกของพระองค์ “เจ้าว่าไข่มุกของข้ามีราคาเท่าไร” คนรับใช้นั้นตอบว่า “ข้าน้อยไม่ทราบว่ามีราคาเท่าไร แต่ให้ข้าน้อยเกิดอีก 10 ชาติคงไม่สามารถได้ครอบครองไข่มุกเม็ดงามเท่านี้” แล้วพระราชาตรัสสั่งว่า “จงเอาฆ้อนทุบมันเสียเถิด” ไม่ต้องให้ย้ำเป็นคำรบสอง คนรับใช้นั้นลงมือทุบไข่มุกเม็ดนั้นแหลกละเอียดทันที”

ขุนนางทั้งสองคนถึงกับตกใจอย่างมาก เสียดายไข่มุกเม็ดนั้นเป็นที่สุด ตวาดเสียงดังใส่หน้าคนรับใช้ว่า “เจ้า… ทำไมเจ้าทำอย่างนี้” คนรับใช้นั้นตอบว่า “คำสั่งของพระราชามีค่ามากกว่ามุกล้ำค่าใดใด ข้าน้อยขอ นอบน้อมต่อคำสั่งของพระราชา มากกว่าหินสีเหล่านี้”

พระราชาจะพึงพอใจใครมากกว่ากัน?

มหาพรต เตือนเราให้ตระหนักว่าความเชื่อและความนอบน้อมตามพระประสงค์ของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด สำหรับเรามันอยู่ถูกที่ถูกทางหรือยัง?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

24 กุมภาพันธ์ 2018, วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

คริสต์สอนคนให้เป็นเหมือนพระเจ้า

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ฉธบ 26:16-19 / มธ 5:43-48

ขณะที่เรามักพูดกันติดปากว่า ทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี แต่สิ่งที่ศาสนาคริสต์แตกต่างจากศาสนาอื่นก็คือ ศาสนาคริสต์สอนคนให้เป็นเหมือนพระเจ้า“ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่าน ทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด” (มธ 5:48) 

1f76aba0735c2ee92b8d1ff6d860b39a

หมายถึงการดำเนินชีวิตส่วนตัวต้องดี อยู่ในทำนองคลองธรรม มีจิตใจบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ในการดำเนินชีวิต  “ท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ทุกประการ พระองค์จะทรงบันดาลให้ท่านมีศักดิ์ศรี …ท่านจะเป็นประชากรศักดิ์สิทธิ์ถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านดังที่ทรงสัญญาไว้” (ฉธบ 26:18-19)

หมายถึงการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยเหมือนกับที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคน  “พระองค์โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม”(มธ 5:45) เหมือนกับที่พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรารักผู้อื่น ให้เราปฏิบัติดีต่อเขาแม้เขาจะไม่น่ารัก หรือวางตัวเป็นอริกับเรา “จงรักศัตรู จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระบิดาเจ้าสวรรค์” (มธ 5:44) 

วันนี้ ให้เราสำรวจตนเองว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถแสดงออกซึ่งความดีสมบูรณ์ เหมือนพระบิดาเจ้าสวรรค์บ้าง

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

22 กุมภาพันธ์ 2018, ฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตร

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน 1 ปต 5:1-4, มธ 16:13-19

ถ้าสังเกตในครอบครัวของเราแต่ละคน คนที่ดูมีอำนาจสูงสุดเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่ที่พูดแล้วทุกคนจะเชื่อฟัง ปฏิบัติตาม เขาคนนั้นมักจะเป็นคนที่คอยรับใช้ทุกคน ดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนในบ้าน ยิ่งรับใช้มากยิ่งดูมีอำนาจและมีคนเชื่อฟังมาก และเป็นอำนาจแห่งการรับใช้นี้เองที่รวมทุกคนในบ้านให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

jesus-peter-keys
ท่านเป็นศิลา

วันนี้เราฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตร เราคิดถึงเอกสิทธิ์ที่นักบุญเปโตรได้รับจากพระเยซูเจ้า เพื่อประกันเอกภาพของพระศาสนจักร “ท่านเป็นศิลา และบนศิลานี้ เราจะสร้างพระศาสนจักรของเรา ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้”  อำนาจที่ท่านได้รับมาทำให้ท่านตระหนักว่าท่านมีหน้าที่รับใช้ทุกคน “โดยเหตุที่ข้าพเจ้าเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งข้าพเจ้า…ขอร้องบรรดาผู้อาวุโส ในกลุ่มของท่านทั้งหลาย จงเลี้ยงดูฝูงแกะของพระเจ้าที่อยู่ในความดูแลของท่าน จงดูแลด้วยความเต็มใจตามพระประสงค์ของพระเจ้า มิใช่ดูแลด้วยความจำใจ” 

ให้เราภาวนาอยู่เสมอสำหรับองค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำพระศาสนจักรซึ่งมีนักบุญเปโตรเป็นรากฐาน รวมทั้งให้เราภาวนาสำหรับผู้แทนของพระองค์คือบรรดาพระสังฆราช โดยอาศัยการนำของท่านพวกเราจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

แนวทางอภิบาลด้านคำสอน กรุงเทพฯ

การอภิบาลด้านคำสอน สำหรับวัดและโรงเรียนในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ มีการบริหารจัดการในหลากหลายรูปแบบ บางวัดเปิดสอนในวันอาทิตย์ระหว่างปี บางวัดสอนในช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อน บางวัดจัดให้มีการสอนในระหว่างปีการศึกษา สอนในโรงเรียน เป็นต้น สิ่งที่เป็นความตระหนักของเราอันดับแรกก็คือ โอกาสที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้คำสอนต่างๆ ของพระศาสนจักร โดยเฉพาะเกี่ยวกับข้อความเชื่อคริสตชน การปฏิบัติตน(หน้าที่)เป็นคริสตชนที่ดีและการดูแลให้พวกเขาได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์พื้นฐาน (ศีลล้างบาป ศีลมหาสนิท ศีลกำลัง) และศีลอภัยบาป คือช่วงเวลาระหว่าง 1-12 ปี(ประถมศึกษา ปีที่ 6) แม้ว่าคริสตชนควรได้รับการอบรมอย่างต่อเนื่องต่อไปในทุกช่วงวัยแต่การติดตามและดำเนินการก็เป็นเรื่องยากและยังเป็นการท้าทายสำหรับเรา จึงจำเป็นต้องติดตามและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ดี เพื่อที่จะรักษาช่วงเวลาพิเศษที่บรรดาเด็กๆ จะได้รับการอภิบาลด้านคำสอนอย่างเต็มที่  ขอเสนอแนวทางและข้อสังเกตเพื่อการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังต่อไปนี้

  1.  มีการประชาสัมพันธ์และติดตาม  แต่ละวัดควรมีการสำรวจและติดตามเด็กๆ คริสตังทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์ต้องมาเตรียมตัวเพื่อรับศีลศักดิ์สิทธิ์ เด็กที่เรียนในโรงเรียนคาทอลิก เด็กที่เรียนนอกโรงเรียนคาทอลิก ผู้ใหญ่ที่ล้างบาปแล้วยังไม่ได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ควรประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจนว่าทางวัดจัดการอย่างไรเรื่องการเตรียมเด็กให้รับศีลศักดิ์สิทธิ์ (ช่วงเวลาที่เปิดสอน, กำหนดการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละปี)
  2. พระสงฆ์เตือนหน้าที่ของบิดามารดา/พ่อแม่ทูนหัว ผู้ใหญ่ ในการดูแลวิญญาณของบุตรหลาน/ลูกทูนหัว พร้อมทั้งแนะนำวิธีการในการดูแลวิญญาณของบุตรหลาน อีกทั้งการเป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเขาในการดำเนินชีวิต หากเป็นไปได้ควรนัดพบผู้ปกครอง/พ่อแม่ทูนหัวเพื่อให้การอบรมเป็นพิเศษ
  3. ให้ความสำคัญกับการเตรียมเด็กเพื่อรับศีลอภัยบาปมากขึ้น เด็กๆ ตั้งแต่อายุ 6 หรือ 7 ขวบ เขาก็มีสำนึกด้านศีลธรรมแล้ว (Pope Francis) ดังนั้นการสอนให้เขามีมโนธรรมที่เที่ยงตรง และเลือกตามเสียงของพระเสียงแห่งความดีจึงเป็นสิ่งที่ควรจะเน้นเป็นพิเศษ แต่ในการเตรียมเด็กเพื่อรับศีลอภัยบาปมักผนวกรวมไปกับการเตรียมเด็กรับศีลมหาสนิทครั้งแรก และจัดในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้การเน้นความสำคัญของศีลศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละศีลโดยเฉพาะศีลอภัยบาปถูกลดทอนลง จึงขอเสนอให้มีการแยกช่วงเวลาในการรับศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทครั้งแรกออกจากกัน อย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี (ศีลอภัยบาป ป.2, ศีลมหาสนิทครั้งแรก จบป. 3) อนึ่ง ทางแผนกคำสอนมีบทเรียนเพื่อเตรียมตัวเด็กรับศีลอภัยบาป
  4. เกณฑ์เด็กรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ
    1. ศีลอภัยบาป ตั้งแต่อายุ 7 (ป.2)(ใหม่)/มีหนังสือเตรียมรับศีลอภัยบาปและแนวทาง
    2. ศีลมหาสนิทครั้งแรก ตั้งแต่อายุ 8 (ป.3)
    3. ศีลกำลัง  ตั้งแต่อายุ 12 ปี ขึ้นไป (ป.6)
    4. รื้อฟื้นศีลล้างบาปและศีลมหาสนิทอย่างสง่า (ม.3) สามารถจัดให้เด็กมากกว่า 1 ครั้ง กรณีเด็กที่มาเรียนคำสอนหลังจากรับศีลกำลังแล้วก็สามารถให้เด็กรื้อฟื้นศีลศักดิ์สิทธิ์อย่างสง่าได้
  5. การอภิบาลเด็กรับศีลมหาสนิท เพื่อเป็นการติดตามและส่งเสริมให้เด็กที่ได้รับอนุญาตให้รับศีลมหาสนิทมีความชิดสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า ให้พระองค์เป็นเพื่อนสนิทของพวกเขา จึงควรมีการติดตามเด็กที่ได้เพิ่งรับศีลมหาสนิทครั้งแรกไปอีกสักระยะหนึ่ง (ควรให้เขามารับศีลมหาสนิทอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์/ทุกครั้งที่ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ) ควรมีการมอบหมายผู้รับผิดชอบในการติดตามอย่างชัดเจน (บราเดอร์, ครูคำสอน, สภาภิบาล, ฯลฯ) นอกเหนือจากพ่อแม่หรือพ่อแม่ทูนหัว
  6. การอภิบาลเด็กศีลกำลัง บางวัด/โรงเรียนมักจะติดตามเด็กให้มาเตรียมรับศีลกำลังเฉพาะปีที่ถึงเกณฑ์(จบป.5)เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องของการสูญเสียโอกาสและอันตรายมาก ควรให้เขาได้รับการเรียนคำสอนอย่างต่อเนื่องหลังจากรับศีลมหาสนิทครั้งแรกแล้ว (ตั้งแต่ป.4 ขึ้นไป) เพราะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้เรียนรู้ถึงหน้าที่คริสตชน เติบโตทางความเชื่อ พระพรที่พวกเขาได้รับและบทบาทของพวกเขาในพระศาสนจักร
    1. ควรอบรมด้านคำสอนต่อเนื่องหลังจากรับศีลมหาสนิทครั้งแรก (ป.4-ป.ุ6)
    2. ควรจัดประสบการณ์จริงในการทำหน้าที่คริสตชน การใช้พระพรของพระในบริบทชีวิตของพวกเขา การมีส่วนร่วมในงานแพร่ธรรม  เรียนรู้ด้านพระกระแสเรียกโดยเฉพาะพระสงฆ์และนักบวช ฯลฯ
    3. ควรให้มีการประชุมยุวธรรมทูต(ฝึกเด็กให้เป็นผู้แพร่ธรรมใน 4 มิติ คือ ศึกษาพระคัมภีร์, ภาวนา, กิจกรรมเพื่อการแพร่ธรรม, เฉลิมฉลองความเชื่อ/รู้-รัก-รับใช้-ก้าวไปด้วยกัน) เพื่อพวกเขากล้าหาญเข้มแข็งในการเป็นพยานชีวิตและเป็นผู้ประกาศข่าวดีต่อไป
  7. ฝึกฝนติดตามการดำเนินชีวิตคริสตชนในภาคปฏิบัติ การสอนคำสอนเป็นช่วงเวลาพิเศษที่พวกเขาควรได้รับการแนะนำ ฝึกฝน การดำเนินชีวิตคริสตชนอย่างเข้มข้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เป็นแค่เพียงการเอาการบทสวด ติดตามการมาเข้าเรียน เท่านั้น แต่การฝึกให้เขามีนิสัยการรักการภาวนา กระตือรือล้นในการใกล้ชิดพระเยซูเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์ในการร่วมพิธีกรรมยังเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งควรเรียกร้องทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพ่อแม่และผู้ปกครอง
  8. การจัดพิธีรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ควรได้รับการเตรียมอย่างดี และให้ความสำคัญเป็นพิเศษในแต่ละศีล  ควรพิจารณาร่วมกันว่าอะไรบ้างที่จะทำให้พิธีนี้มีคุณค่าสูงสุดสำหรับผู้รับศีลฯ เช่น การที่ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในพิธีกรรม การให้เด็กๆ เตรียมตัวอย่างดีทั้งภายใน(ฟื้นฟูจิตใจ) และภายนอก(เครื่องแต่งกาย), ซ้อมเพลงและพิธีการอย่างดี การเตือนให้พ่อแม่ผู้ปกครองเตรียมตัวรับศีลศักดิ์สิทธิ์ และมาร่วมยินดีกับผู้รับศีลฯ  การจัดเลี้ยงภายในครอบครัวหรือในวัดในวันรับศีลฯ เป็นต้น
  9. พิธีรื้อฟื้นคำสัญญาแห่งศีลล้างบาปและรื้อฟื้นศีลมหาสนิทอย่างสง่า เป็นพิธีที่สนับสนุนให้จัดสำหรับผู้ที่รับศีลกำลังแล้ว เยาวชน หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่(อาจจะเป็นพ่อแม่ของเด็กรับศีลฯ) เพื่อเน้นให้เห็นความสำคัญของพระพรแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับ  (สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาส/ไม่สามารถมาเรียนคำสอนต่อเนื่องก็เป็นการเพียงพอหากมีการอบรมช่วงระยะเวลาหนึ่ง)
  10. การฟื้นฟูจิตใจ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หากเป็นไปได้ควรถือโอกาสให้ผู้ปกครอง/พ่อแม่ทูนหัวได้มีโอกาสฟื้นฟูจิตใจและเตรียมตัวรับศึลศักดิ์สิทธิ์ด้วย

image003_1_orig

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

21 กุมภาพันธ์ 2018 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

เพื่อจะกลับใจ…ต้องเปิดใจ

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ยนา 3:1-10, ลก 11:29-32

jonah3-700x360
โยนาห์อยู่ในท้องปลา 3 วัน 3 คืน 

ชาวนินะเวห์ยอมกลับใจโดยง่าย ใช้โทษบาปด้วยความหวังว่าพระเจ้าจะทรงเปลี่ยนพระทัย ไม่ทรงลงโทษพวกเขาในความผิดที่พวกเขาได้กระทำไป แม้ว่าโยนาห์เองรู้สึกรังเกียจชาวนินะเวห์ และหลึกเลี่ยงที่จะทำหน้าที่ประกาศกจนกระทั่งขณะที่โยนาห์อยู่บนเรือ พระเจ้าทรงให้เรืออับปางและปลาใหญ่กลืนเขาไว้ในท้องมาปล่อยที่ชายทะเลเมืองนินะเวห์นี้ คำพูดที่โยนาห์ใช้ต่อพวกเขาก็เต็มไปด้วยความก้าวร้าว รุนแรง ไม่มีความอ่อนโยนอ่อนหวานเอาเสียเลย

“อีกสี่สิบวัน กรุงนีนะเวห์จะถูกทำลาย” 

ขณะที่ประชาชนที่มาชุมนุมกันในพระวรสารวันนี้ ได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์มากมายจากพระเยซูเจ้า เขายังร้องขออัศจรรย์เพื่อเป็นเครื่องยืนยันอีก แสดงให้เห็นหัวใจที่ปิดสนิทของพวกเขา เหมือนกับว่าถ้าไม่ได้เห็นใครถูกพระเจ้าลงโทษจริงๆ ก็จะไม่เชื่อ จะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่กลับใจ

การกลับใจเป็นการตอบสนองจากส่วนของเรา พระเจ้าไม่ได้ละเมิดต่ออิสรภาพของมนุษย์ การกลับใจขึ้นอยู่กับมนุษย์จะยอมเปิดใจต่อเสียงของพระเจ้าหรือไม่ 

วันนี้ ท่านพร้อมจะกลับใจหรือยังต้องรอเครื่องหมายอัศจรรย์อะไรอีกไหม?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

20 กุมภาพันธ์ 2018, สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

หัวใจของการภาวนา

คลิกอ่าน   พระวาจาประจำวัน อสย 55:10-11 มธ 6:7-15

280dd32b8eefb1e8e3c9b414efa7d2b3

ช่วงเวลามหาพรตเป็นช่วงเวลาพิเศษที่เราควรรับฟังพระวาจาอย่างตั้งใจ และให้พระวาจาของพระนำชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้เหมาะสมเป็นประชากรของพระองค์เป็นบุตรของพระองค์ เราควรอธิษฐานภาวนาอย่างดี นักบุญยอห์น คริสตอสโตมสอนว่าขณะที่เราภาวนาเราจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง

“บทข้าแต่พระบิดา” เป็นบทภาวนาที่พระเยซูเจ้าพระบุตรของพระเจ้าทรงสอนด้วยพระองค์เอง ซึ่งหัวใจของการภาวนาที่พระเยซุเจ้าทรงสอนเราก็คือ เราคิดถึงพระเจ้า และเพื่อนพี่น้อง

เวลาภาวนาเราต้องคิดถึงพระเจ้ามากกว่าคิดถึงตัวเอง ให้พระเจ้าเป็นเจ้านายเหนือชีวิตเรา “พระนามพระองค์จงเป็นที่สักการะ…พระอาณาจักรจงมาถึง…พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์”

เวลาเราภาวนาเราต้องคิดถึงผู้อื่นมากกว่าคิดถึงตัวเอง แม้การวอนขอก็ยังเป็นการวอนขอเพื่อความจำเป็นและความต้องการของเรา(ข้าพเจ้าทั้งหลาย)ไม่ใช่เพียงแค่ความต้องการของตนเอง “โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้” เราภาวนาเพื่อขอการอภัย ขอให้เราสามารถอภัยให้แก่ผู้อื่น เพราะเป็นพื้นฐานในการที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง พื้นฐานที่ทำให้เราพบกับความสงบมีสันติสุขอย่างแท้จริง “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น” 

การภาวนาจึงเป็นการทำให้เราออกจากตัวเอง คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า และระหว่างเรากับเพื่อนพี่น้อง

วันนี้ ให้เรารับฟังพระวาจาของพระเจ้าและเราจะภาวนาอย่างดี

8ecad60e9ed3a77ced07e97c5c478a2e--jesus-christ-images-jesus-is

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

19 กุมภาพันธ์ 2018, วันจันทร์สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ลนต 19:1-2, 11-18  มธ 25:31-46

เราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้โดยการไม่ลดตัวเองไปเกลือกกลั้วกับบาปและกิจการแห่งความชั่วร้าย ที่ทำให้เราขาดความสัมพันธ์ต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนพี่น้อง “ท่านจะต้องไม่ลักขโมย ฉ้อโกง หรือพูดเท็จต่อกัน ท่านจะต้องไม่สาบานเท็จโดยใช้นามของเรา มิฉะนั้นท่านจะลบหลู่พระนามพระเจ้าของท่าน…”

เราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้โดยการปฏิบัติกิจเมตตาปรานีโดยเฉพาะกับผู้ต่ำต้อยและผู้ที่มีความจำเป็นต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยถือว่าเขาเหล่านั้นเป็นดังพระเยซูเจ้าเอง “เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาหา”       “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา”

slide_4

ใครคือผู้ต่ำต่อยที่สุด(พระเยซู)สำหรับเราในวันนี้?