ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

18 กุมภาพันธ์ 2018, อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต

ในถิ่นทุรกันดาร

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ปฐก 9:8-15 / 1 ปต 33:18-22 / มก 1:12-15

หลายครั้งที่พระเจ้าอาจจะให้เราพบกับความยากลำบาก เผชิญกับความทุกข์เหมือนกับพระเยซูเจ้า “พระจิตเจ้าทรงดลให้พระองค์เสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร” 

“ทรงถูกซาตานผจญ พระองค์ทรงอยู่กับสัตว์ป่า”  ในความยากลำบากหรือสถานการณ์ยุ่งยากแห่งชีวิต     (ถิ่นทุรกันดาร) เราอาจจะเผชิญกับภัย 2 ประการ คือ ซาตาน สัตว์ป่า

ซาตานหรือการผจญล่อลวงจากปีศาจ เป็นการผจญของปีศาจ ผจญฝ่ายจิต ที่ชักนำเราถอยห่างจากการดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า เช่น ความอ่อนล้าจากการทำหน้าที่ ความเบื่อหน่ายท้อถอย ความสิ้นหวัง สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจจะท้าทายเราว่าเรายังคงจะมั่นคงทำดีต่อไปไหม?

สัตว์ป่า คืออันตรายในโลก ที่คุกคามเรา ทำให้เราเกิดความกลัว กลัวที่จะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า นักบุญมาระโกบันทึกว่าพระเยซูเจ้าทรงอยู่กับสัตว์ป่า พระองค์ไม่ได้เข่นฆ่ามัน แต่ทำให้มันเชื่องพอที่สามารถจะอยู่กับมันได้ ความกลัวเราคงไม่สามารถ(ฆ่า)กำจัดออกไปจากชีวิตเราได้ แต่เราต้องไม่ทำให้มันมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา สัตว์ป่าในชีวิตของเราที่ทำให้เรากลัวที่ทำให้เราหวั่นไหวไม่สามารถทำตามพระประสงค์ของพระมีอะไรบ้าง?

Christ tempted
พระเยซูเจ้าทรงถูกปีศาจประจญล่อลวง

ในถิ่นทุรกันดารนี้พระเยซูเจ้าเลือกที่จะภาวนา และนักบุญมาระโกเล่าว่าพระองค์ทรงอยู่กับสัตว์ป่า สะท้อนให้เห็นการดำเนินชีวิตของเราในโลกเหมือนกัน แม้มีอันตราย แม้ยากลำบาก อย่าละเลยละทิ้งที่จะสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า คืนความสัมพันธ์กับสิ่งสร้าง อยู่กับมันโดยไม่ตกเป็นทาสของมันจนไม่สามารถรับใช้พระเจ้าตามหน้าที่หรือพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

17 กุมภาพันธ์ 2018, วันเสาร์หลังพุธรับเถ้า

อดอาหารแบบคริสตชน

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวันอสย 58:9-14 / ลก 5:27-42

การอดอาหารเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มาจากพระคัมภีร์และคำสอนของพระศาสนจักร ไม่เพียงช่วยให้เราหลีกพ้นจากบาป ปราบกิเลสช่วยให้ไม่ตกเป็นทาสของปีศาจ พระเยซูเจ้าเองสอนว่า การจำศีลอดอาหารด้วยความเต็มใจยังเป็นการทำตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสวรรค์ด้วย

saying-no-to-food-while-intermittent-fasting

ถ้าอาดัมละเมิคำสั่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการรับประทานผลจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วการอดอาหารก็เท่ากับเป็นการมอบตัวแด่พระเจ้าเป็นการทำตามพระประสงค์ของพระองค์วางใจในความดีและพระเมตตาของพระองค์(พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16)

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

16 กุมภาพันธ์ 2018, วันศุกร์หลังพุธรับเถ้า

ปีใหม่ ปีจอ

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน อสย 58: 1-9, มธ 9: 14-15

วันนี้เป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ตามประเพณีจีน เข้าสู่ปีจอ 

สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน อาจจะด้วยคุณลักษณะพิเศษบางประการที่ชวนเราพิจารณาทีเดียว

  1. ความภักดี สุนัขโดยธรรมชาติจะมีความภักดีต่อเจ้าของ และมันจะแสดงออกถึงความภักดีของมันในแบบเฉพาะตัวทีเดียว
  2. ความเมตตา ไม่ว่าคุณจะเศร้าเสียใจ สุนัขมักจะให้ความรักและการปลอบโยนแก่คุณเสมอ
  3. รักแบบไร้เงื่อนไข สุนัขจะรักแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าคุณจะเป็นคนอย่างไร
  4. ไม่เห็นแก่ตัว ถ้าสังเกตในภาพรวมสุนัขมักจะนำความยินดีนำความสุขมาให้แก่เราเสมอ เรามักไม่ค่อยเห็นลักษณะความเห็นแก่ตัวของมัน
  5. ให้อภัยเสมอ แม้ว่ามนุษย์จะพูดว่าให้อภัยแต่มักจะจดจำไว้เสมอ แต่สุนัขจะไม่มีลักษณะแบบนี้ มันจะให้อภัยคุณในทุกสิ่งที่คุณปฏิบัติต่อมันซึ่งในบางครั้งก็เป็นการทำร้ายมัน
  6. ไม่ตัดสิน สุนัขจะไม่ตัดสิน มันอาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่มันจะไม่ตัดสินใครก่อนเหมือนมนุษย์ สุนัขมักจะสัมผัสความเป็นตัวตนของเรา และมันยังคงรักเราในสิ่งที่เป็นเราไม่ว่าเราจะแสดงออกอย่างไร

 

87874153-happy-new-year-2018-greeting-card-and-chinese-new-year-of-the-dog-cherry-blossom-background-

 

แน่นอนพระเจ้าไม่ได้เรียกเราให้เป็นเหมือนสุนัข พระองค์ทรงเรียกเราให้เป็นเหมือนพระเจ้า แต่แม้สุนัขยังสะท้อนให้เห็นว่าเป็นสิ่งสร้างอันประเสริฐของพระ เรามนุษย์คงต้องไม่น้อยหน้าเช่นเดียวกัน ขอปีใหม่ปีนี้ เป็นปีที่นำความสุข นำความยินดีมาสู่ทุกท่าน และเป็นปีที่เราแต่ละคนจะได้สะท้อนให้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าในชีวิตของเราด้วย

ซิน เจีย ยู่ อี่

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

15 กุมภาพันธ์ 2018, วันพฤหัสหลังพุธรับเถ้า

ถ้าชีวิตต้องเลือก ฉันจะเลือก…

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ฉธบ 30:15-20 / ลก 9:22-25

ผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนเป็นพ่อเป็นแม่มักจะเป็นห่วงลูกหลานว่าเขาจะมีชีวิตอย่างไร ตอนเป็นเด็กๆ เขาก็เชื่อฟังดีและยอมปฏิบัติตามที่เราบอกแนะนำ แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ารำคาญ ไม่ให้ความเชื่อฟัง อยากทำอะไรตามใจของตนเอง และส่งผลให้เรากลุ้มใจ เสียใจเพราะเหมือนไม่ให้ความเคารพเรา  ถึงเวลาต้องปรับความคิดของเราเสียใหม่ในการดูแลลูกหลานของเรา เพราะอย่าลืมว่าพระเจ้าไม่ได้บังคับใครให้รักพระองค์ พระองค์ทรงสร้างให้เรามีอิสระ  ให้อิสระแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องสั่งสอน ชี้ทาง พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา…

choose

โมเสสให้ชาวอิสราเอลตัดสินใจด้วยตนเอง แต่ละคนต้องเลือกว่าจะมีชีวิตอย่างไร โมเสสบอกถึงผลของการเลือกของพวกเขา และแสดงความคิดเห็นความปรารถนาดีของตนให้พวกเขาได้รับรู้ “จงฟังเถิด ในวันนี้ ข้าพเจ้ากำลังเสนอให้ท่านเลือกชีวิตหรือความตาย เลือกความดีหรือความชั่ว ข้าพเจ้าจึงสั่งท่านในวันนี้ ให้รักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน และเดินตามวิถีทางของพระองค์ ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ของพระองค์ แล้วท่านจะมีชีวิตและทวีจำนวนขึ้น”

huge.8.42837

พระเยซูเจ้าเองก็ไม่ได้บังคับใครให้ติดตามพระองค์ แต่เงื่อนไขของการติดตามพระองค์ก็มีเหมือนกัน และแน่นอนผลสุดท้ายที่พวกเขาจะได้รับก็ชัดเจน “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา ผู้ใดใคร่รักษาชีวิต ผู้นั้นจะต้องสูญเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้ มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป” 

ฉันเองก็ต้องเลือกเช่นกัน…. ถ้าชีวิตต้องเลือก ฉันจะเลือก…

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

14 กุมภาพันธ์ 2018 วันพุธรับเถ้าเทศกาลมหาพรต

พุธรับเถ้า

คลิกอ่านพระวาจาประจำวันยอล 2:12-18 / 2 คร 5:20 – 6:2 / มธ 6:1-6, 16-18

คลิกอ่านสาส์นมหาพรต 2018 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส

คลิกอ่านสาส์นมหาพรต 2561 โดยพระสังฆราชบรรจงไชยรา

มหาพรตคือช่วงเวลาสำคัญสำหรับคริสตชนในการเตรียมตัวเฉลิมฉลองความเชื่อเรื่องการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า พระองค์นำพระพรแห่งความรอดมาสู่มนุษย์ด้วยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปเรา คือการยอมรับทรมาน สิ้นพระชนม์และพระบิดาเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์กลับเป็นขึ้นมาจากความตาย

มหาพรต คือช่วงเวลา 40 วันที่คริสตชนจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระวาจาของพระเจ้าและพระศาสนจักรแนะนำให้เราเข้มข้นในการอธิษฐานภาวนา จำศีลอดอาหาร ประกอบกิจเมตตา(ทำทาน) กลับใจใช้โทษบาปอย่างแท้จริง พระวาจาของพระเจ้าเน้นย้ำว่าเป้าหมายของกิจการที่ทำในช่วงมหาพรตนี้ไม่ใช่เพื่อให้คนสรรเสริญชื่นชมแล้วพระบิดาของท่านผู้ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งจะประทานบำเหน็จให้ท่าน

พระสันตะปาปาฟรังซิสเน้นย้ำว่า มหาพรตเป็นช่วงเวลาสำรวจตนเองกลับมาหาพระคริสตเจ้าด้วยความเต็มใจในทุกแง่มุมแห่งชีวิต 

คลิกอ่านการจำศีลอดอาหาร  ,  การพลีกรรมใช้โทษบาปและการจำศีลอดอาหาร, การจำศีลอดอาหารที่พระเจ้าต้องการ

คลิกชมความหมายของวันพุธรับเถ้าและเทศกาลมหาพรตโดยคุณพ่ออนุสรณ์แก้วขจร

สาส์นมหาพรต 2561

สาส์นมหาพรต 2561

พระสังฆราช ฟิลิป บรรจง ไชยรา

 

พี่น้องที่รักในพระคริสตเจ้า
เทศกาลมหาพรตเวียนมาอีกครั้งหนึ่งในวันพุธรับเถ้าที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561นี้ โอกาสนี้ พ่อจะนำเอาเนื้อหาสาระสำคัญในสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส มาเสนอเป็นแรงจูงใจเรา คริสตชน ปีนี้องค์สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเชิญชวนให้เราใช้ช่วงวันเวลาในเทศกาลมหาพรต สำรวจตัวเอง  “กลับมาหาพระคริสตเจ้าด้วยความเต็มใจ และในทุกแง่ทุกมุมแห่งชีวิต” ให้คริสตชนดำเนินชีวิตในช่วงเทศกาลมหาพรตนี้ “ด้วยความกระตือรือร้นพร้อมกับเสริมพลังด้วยการทำบุญให้ทาน ถือศีลอดอาหาร และสวดภาวนา”
พระองค์ทรงให้แง่คิด เพื่อคริสตชนได้รับแรงบันดาลใจ และตื่นตัว โดยยกข้อความสั้นๆจากพระวรสารของนักบุญมัทธิว ใจความว่า “เพราะความอธรรมจะเพิ่มมากขึ้น ความรักของคนจำนวนมากจะเย็นลง” (มธ 24: 12) ความอธรรมจะเกิดขึ้นก็เพราะผลงานของประกาศกเทียม ซึ่งพระองค์ทรงเปรียบเทียบว่าประกาศกเทียมจะมาในหน้ากากของ “หมองู” ที่ปั่นอารมณ์มนุษย์เพื่อให้ตกเป็นทาส แล้วนำไปสู่ที่ที่พวกเขาต้องการ เช่นหลงไปกับความสุขชั่วแล่น หรือ ร่ำรวยเงินทองมากๆ ว่ามันเป็นความสุขแท้ อีกหน้ากากหนึ่งของประกาศกเทียมคือ “หมอผี” ที่ดูเหมือนจะแก้ปัญหาความทุกข์ได้ง่ายๆแต่ลงท้ายแล้วปรากฏว่าไร้ประโยชน์สิ้นเชิง เช่น ยาเสพติด ความสัมพันธ์แบบชั่วคราว ซึ่งทำให้มนุษย์ไร้ศักดิ์ศรี นอกจากนี้ก็ยังยุยงให้มนุษย์ลุ่มหลงในความฟุ้งเฟ้อ ให้นิยมสิ่งที่สัมผัสได้ภายนอก ช่วงเทศกาลมหาพรตจึงจำเป็นต้องมองลึกเข้าไปที่ใจของเรา สำรวจตัวเอง ทีนี้เราต้องถามตัวเองแล้วว่า เราตกเป็นเหยื่อคำพูดเท็จของประกาศกเทียมหรือไม่

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเตือนอีกว่า อย่าให้ความรักในหัวใจของเราต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งสร้างของพระเจ้าเย็นชาลงเพราะความโลภ ความหลงใหลในเงิน(Greed for money) เงินคือ “รากเหง้าแห่งความชั่วทั้งปวง” (1 ทธ 6 : 10) หากมีความโลภในเงิน มองเงินสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ช้าการปฏิเสธพระเจ้า และพระวาจาของพระองค์ก็จะตามมา แล้วความรุนแรงต่อคนอื่นที่เราคิดว่าเป็นภัยต่อ “ความมั่นคง”ของเราก็จะเกิดขึ้น เช่น ต่อทารกที่ยังไม่เกิด ผู้สูงอายุ คนป่วย ผู้อพยพย้ายถิ่น คนแปลกหน้า หรือ แม้แต่เพื่อนบ้านที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความคาดหวังของเรา
พระองค์ทรงชี้ให้เห็นปรากฏการแห่งความจริงว่า การทำลายสิ่งสร้างของพระเจ้าเป็นประจักษ์พยานเงียบต่อความเย็นชาลงแห่งความรักของมนุษย์ เช่น โลกมีมลพิษ ขยะมูลฝอย ทั้งบนบกและในทะเล ท้องฟ้าก็มีเครื่องยนต์ที่พ่นพิษแห่งความตายมาสู่โลก แม้แต่ในชุมชนมนุษย์ความรักอาจเย็นชาลงได้เช่นเดียวกัน สาเหตุก็เพราะ ความเห็นแก่ตัว ความเฉื่อยชาฝ่ายชีวิตจิต การมองโลกในแง่ร้าย ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง โลกียวิสัยที่ทำให้เราสนใจแต่ในสิ่งหลอกลวง ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้ความร้อนรนในหน้าที่งานธรรมทูตของเราลดน้อยลง

โอกาสเทศกาลมหาพรตปีนี้ พ่อขอเน้นคำพูดของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสที่ทรงตรัสว่า เพื่อความรักของเราจะไม่เย็นชาลง เราต้อง “เสริมพลังด้วยการทำบุญให้ทาน ถือศีลอดอาหาร และสวดภาวนา” นั้นก็คือการมอบสิ่งที่เราจะสามารถมอบให้ได้ต่อพี่น้องชายหญิงที่มีความต้องการ จำศีลอดหาร และเรียกร้องหาพระเจ้าด้วยความหวัง เพราะชีวิตคริสตชนคือการเดินทางไปพร้อมกับพระเจ้า

ท้ายสุด สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเชื้อเชิญชุมชนคริสตชน ฉลองศีลศักดิ์แห่งการคืนดี ซึ่งต้องเป็นไปพร้อมๆกับเฝ้าศีลมหาสนิทต่อเนื่อง 24 ชั่ว ในวันศุกร์ที่ 9 ถึง วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม ปี 2018 นี้ “ในแต่ละสังฆมณฑลอย่างน้อยต้องมีวัดหนึ่งที่เปิดประตูติดต่อกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการนมัสการศีลมหาสนิทและการแก้บาป”
ด้วยการสำนึกแห่งการเป็นบุตรพระเจ้า และสมาชิกของพระศาสนจักร พ่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส จะเป็นแรงจูงใจพี่น้องคริสตชนให้ใช้ช่วงวันเวลาในเทศกลมหาพรตนี้อย่างมีคุณค่า และนำไปปฏิบัติสำหรับการดำเนินชีวิตของตน

ขอพระนางมารีย์มารดาของพระศาสนจักร และมารดาของเรา อวยพร คุ้มครอง และดูแลทุกๆท่านให้พบแต่ความสุขและสันติที่แท้จริง

อวยพรมาในพระคริสตเจ้า
พระสังฆราชฟิลิป บรรจง ไชยรา
ประธานกรรมาธิการฝ่ายสังคม

สาส์นมหาพรต ค.ศ. 2018

สาส์นมหาพรต ค.ศ. 2018
ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
“เพราะความอธรรมจะเพิ่มมากขึ้น ความรักของคนจำนวนมากจะเย็นลง” (มธ 24 : 12)

พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย
ปัสกาของพระคริสตเจ้ากำลังใกล้เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ในการเตรียมฉลองปัสกาของเรา ภายใต้พระญาณสอดส่อง พระเจ้าประทานเทศกาลมหาพรตให้เราแต่ละปี ในฐานะที่เป็น “เครื่องหมายอันศักดิ์สิทธิ์แห่งการกลับใจของเรา” เทศกาลมหาพรตเรียกร้องและทำให้เราสามารถกลับมาหาพระคริสตเจ้าด้วยความเต็มอกเต็มใจและในทุกแง่มุมแห่งชีวิต
พร้อมกับสาส์นปีนี้ ข้าพเจ้าอยากช่วยพระศาสนจักรทั้งมวลให้มีประสบการณ์   กับช่วงเวลาแห่งพระหรรษ-ทานนี้เสียใหม่ พร้อมกับมีความชื่นชมยินดีในความจริง ข้าพเจ้าขอเริ่มจากพระวาจาของพระเยซูเจ้าในพระวรสารของนักบุญมัทธิว “เพราะความอธรรมจะเพิ่มมากขึ้น ความรักของคนจำนวนมากจะเย็นลง” (มธ 24 : 12)
พระวาจาเหล่านี้ปรากฏอยู่ในบทเทศน์ของพระคริสตเจ้าเกี่ยวกับการสิ้นพิภพ เป็นคำพูดที่พระคริสตเจ้าตรัสในนครเยรูซาเล็ม บนเนินเขามะกอก ณ ที่ซึ่งพระมหาทรมานของพระองค์จะเริ่มต้น ในการตอบคำถามหนึ่งของอัครสาวก พระเยซูทรงทำนายถึงความทุกข์ยิ่งใหญ่และทรงอธิบายเหตุการณ์ที่ชุมชนผู้มีความเชื่อ จะพบตนเองอยู่ท่ามกลางการทดลองต่างๆ ประกาศกเทียมจะพาให้ผู้คนหลงทาง และความรักซึ่งเป็นแก่นแห่งพระวรสารจะค่อยเย็นลงในหัวใจของคนเป็นอันมาก

ประกาศกเทียม

ให้เราฟังถ้อยคำของพระวรสาร และพยายามเข้าใจหน้ากากลวงที่ประกาศกเทียมเหล่านั้นจะนำมาสวมใส่ พวกเขาอาจปรากฏมาในรูปแบบ “หมองู” ที่ปั่นอารมณ์มนุษย์ เพื่อทำให้เขาตกเป็นทาสแล้วนำไปสู่ที่ที่พวกเขาต้องการจะพาไป บุตรของพระเจ้าจำนวนไม่น้อยที่หลงไปกับความสุขชั่วแล่น หลงไปว่ามันเป็นความสุขแท้จริง! มีมนุษย์ชายหญิงไม่น้อยที่ดำรงชีวิตในความฝันแห่งความร่ำรวย ซึ่งรังแต่จะทำให้เขาตกเป็นทาสเพื่อที่จะได้กำไร และได้ผลประโยชน์เล็กน้อย มีกี่คนที่ใช้ชีวิตไปในความเชื่อว่า พวกเขามีความพอเพียงในตนเอง และลงท้ายด้วยการอยู่อย่างสันโดษเดียวดาย
ประกาศกเทียมยังอาจเป็น “หมอกำมะลอ”     ที่ดูเหมือนจะแก้ปัญหาทุกข์ได้ง่ายๆและรวดเร็ว แต่ลงท้ายแล้วปรากฏว่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง มีคนหนุ่มสาวกี่มากน้อย ที่หลงติดยาเสพติด ความสัมพันธ์แบบชั่วคราว การได้มาซึ่งประโยชน์แบบง่ายๆแต่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต มีกี่คนที่ติดกับดักอยู่กับการมีชีวิตไปวันๆที่มีความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็วซึ่งในที่สุดแล้วก็ไร้ซึ่งความหมาย พวกไร้หลักการเหล่านี้จะมัวสาละวนอยู่แต่สิ่งที่ไร้คุณค่าแท้จริง จะขโมยทุกสิ่งไปจากผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรี เสรีภาพ และความสามารถที่จะรัก มันจะยุยงให้เราลุ่มหลงในความฟุ้งเฟ้อ ให้นิยมสิ่งที่ปรากฏภายนอก ในที่สุดมันก็หลอกลวงเรา เราไม่ควรแปลกใจในเรื่องนี้ เพื่อทำให้ใจมนุษย์ไขว้เขว ปีศาจซึ่งเป็น “จอมโกหกและเป็นบิดาแห่งการหลอกลวง” (ยน 8 : 44) จะหลอกเราว่า ความชั่วเป็นความดีเสมอ ความเท็จเป็นความจริง นี่คือเหตุผลที่เราต้องมองลึกไปที่ใจของเราเพื่อสำรวจดูว่า เราตกเป็นเหยื่อต่อคำพูดมดเท็จของบรรดาประกาศกเหล่านี้หรือไม่ เราต้องเรียนรู้ที่จะสำรวจอย่างใกล้ชิด ใต้ผิวใต้เปลือก เพื่อจะดูว่า อะไรที่มันให้การประทับใจที่ดีและยืนยาวแก่ดวงใจของเรา เพราะว่ามันมาจากพระเจ้าและเพื่อประโยชน์ต่อเราอย่างแท้จริง

หัวใจที่เย็นชา

        ในการบรรยายถึงนรก Dante Alighieri วาดภาพปีศาจนั่งบนก้อนน้ำแข็ง อย่างโดดเดี่ยวแข็งทื่อไร้ความรัก เราอาจถามตัวเองว่าความรักเมตตาจะเย็นลงในตัวเราได้อย่างไร อะไรเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าความรักของเรากำลังเริ่มเย็นลง?
สิ่งที่ร้ายกว่าสิ่งใดๆคือความโลภ ซึ่งทำลายความรักของเรา “มันคือรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งปวง” (1 ทธ 6 : 10) การปฏิเสธพระเจ้าและสันติของพระองค์ไม่ช้าก็จะตามมา เราจะพอใจในความอยู่อย่างโดดเดี่ยวของเรา แทนที่จะมีชีวิตอยู่ในความสบายที่พบได้ในพระวาจาของพระเจ้าและในศีลศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้จะพาไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อใครๆ ที่เราคิดว่าเป็นพิษเป็นภัยต่อ “ความมั่นคง” ของเรา อาทิ ทารกที่ยังไม่เกิด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้อพยพย้ายถิ่น ผู้คนแปลกหน้า หรือแม้แต่เพื่อนบ้านซึ่งไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความคาดหวังของเรา
แม้สิ่งสร้างเองก็เป็นประจักษ์พยานเงียบต่อความเย็นชาลงแห่งความรัก โลกมีมลพิษเพราะขยะซึ่งถูกทิ้งโดยไม่เอาใจใส่ หรือ เพราะความเห็นแก่ตัว ทะเลก็มีมลพิษเป็นที่รองรับศพของเหยื่อ ที่ถูกบังคับให้ต้องย้ายถิ่นฐานและเกิดเรือล่มในทะเล ท้องฟ้าซึ่งในแผนการของพระเจ้าถูกสร้างขึ้นมา เพื่อขับร้องสรรเสริญพระเจ้า แต่มันก็ถูกใช้โดยเครื่องยนต์ ที่พ่นพิษแห่งความตายมาสู่โลก
ความรักอาจเย็นชาลงได้ในชุมชนของเราเช่นเดียวกัน ในสมณลิขิตเตือนใจ (ความปีติยินดีแห่งพระวรสาร Evangelii Gaudium) ข้าพเจ้าพยายามอธิบายเครื่องหมายที่ชัดที่สุดแห่งการขาดความรัก การเห็นแก่ตัว ความเกียจคร้านฝ่ายจิต การมองโลกในแง่ร้าย การหลอกลวงให้อยู่แต่ในตัวตนเอง การทำสงครามอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนระหว่างตัวเรา และจิตตารมณ์โลกียวิสัยที่ทำให้เราห่วงอยู่แต่สิ่งภายนอก ซึ่งทำให้ความร้อนรนในงานธรรมทูตของเราลดลง

แล้วเราจะทำอย่างไร?

บางทีลึกๆในตัวเราและรอบตัวเรา เราอาจเห็นเครื่องหมายที่ข้าพเจ้าเพิ่งจะกล่าวไป แต่พระศาสนจักรผู้เป็นมารดาและอาจารย์ของเรา ซึ่งบ่อยครั้งมอบยาขมแห่งความจริงให้เราในช่วงเทศกาลมหาพรต ซึ่งเป็นยาแห่งการสวดภาวนาที่ช่วยรักษา เป็นการทำบุญให้ทาน และเป็นการจำศีล
อาศัยการอุทิศเวลามากขึ้นให้กับการสวดภาวนา เราจะสามารถทำให้ดวงใจของเราถอนรากถอนโคนออกจากการโกหกลับๆ และการหลอกตนเอง แล้วเราจะพบกับความบรรเทาที่พระเจ้าทรงมอบให้ พระองค์ทรงเป็นบิดาของเราและพระองค์ทรงต้องการให้เราเจริญชีวิตอย่างดี
การทำบุญให้ทาน จะทำให้เราเป็นอิสระจากความโลภ และช่วยให้เราถือเพื่อนบ้านเป็นเสมือนพี่น้อง สิ่งที่ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของไม่ได้เป็นของข้าพเจ้าแต่เพียงลำพัง ข้าพเจ้าใคร่ที่จะเห็นการทำบุญให้ทานว่าเป็นวิถีที่แท้จริงแห่งชีวิตของเราแต่ละคน ข้าพเจ้าอยากเห็นพวกเราในฐานะที่เป็นคริสตชน ได้ติดตามแบบฉบับของบรรดาอัครสาวก พร้อมกับเห็นการแบ่งปันทรัพย์สินของเรา เป็นประจักษ์พยานที่สัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นความเป็นหนึ่งเดียวของเราในพระศาสนจักร ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงขอหยิบเอาคำเตือนของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ให้รวบรวมทานสำหรับชุมชนแห่งนครเยรูซาเล็ม ดุจบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาเองจะได้รับประโยชน์ (เทียบ 2 คร 8 : 10) นี่เป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรทำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลมหาพรต ที่หลายกลุ่มชุมชนรวบรวมเงินทานเพื่อช่วยพระศาสนจักรและผู้คนที่เดือดร้อน แต่ข้าพเจ้าก็หวังว่า แม้เราจะพบกับผู้ที่เดือดร้อนขอความช่วยเหลือของเราอยู่เสมอ เราคงเห็นคำขอเหล่านั้นดุจคำขอที่มาจากพระเจ้าเอง เมื่อเราทำบุญให้ทาน เราแบ่งปันพระญาณสอดส่องดูแลของพระเจ้าสำหรับบุตรของพระองค์แต่ละคน หากวันนี้พระเจ้าช่วยบางคนโดยอาศัยข้าพเจ้า วันพรุ่งนี้พระองค์จะไม่สนองต่อความต้องการของข้าพเจ้าหรือ? เหตุว่าไม่มีใครที่จะใจกว้างไปกว่าพระเจ้า
การจำศีลอดอาหาร ทำให้ความโน้มเอียงที่จะใช้ความรุนแรงของเราลดลง มันปลดอาวุธในตัวเราและเป็นโอกาสสำหรับเราที่จะพัฒนาเจริญเติบโตขึ้น ในด้านหนึ่ง มันเปิดโอกาสให้เราสัมผัสกับสิ่งที่คนสิ้นหวังและคนที่อดอยาก ต้องทนกันอย่างไร ส่วนอีกด้านหนึ่งมันแสดงให้เห็นถึงความหิวกระหายฝ่ายจิตของเราเองที่จะมีชีวิตในพระเจ้า การจำศีลทำให้เราตื่นขึ้น มันทำให้เราใส่ใจต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนบ้านมากขึ้น มันฟื้นฟูความปรารถนาของเราที่จะนบนอบพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้เดียวที่จะทำให้ความหิวกระหายของเราอิ่มหนำสำราญได้
ข้าพเจ้าอยากให้การเชื้อเชิญของข้าพเจ้า ขยายวงกว้างเกินขอบเขตพระศาสนจักรคาทอลิกไปถึงท่านทั่วถ้วนทุกตัวคนทั้งชายและหญิง ผู้มีน้ำใจดีซึ่งเปิดใจกว้างให้กับเสียงของพระเจ้า บางทีเฉกเช่นพวกเรา ท่านรู้สึกไม่สบายใจที่ความอยุติธรรมมันแพร่กระจายไปทั่วโลก ท่านเป็นห่วงเป็นใยต่อความเย็นชาที่ทำให้หัวใจและพฤติกรรมของคนเราพิการ แล้วท่านยังเห็นความหมายที่ว่าเราเป็นสมาชิกของครอบครัวมนุษย์เดียวกันนั้นกำลังอ่อนกำลังลง ฉะนั้นขอให้ท่านร่วมมือกับเราในการเรียกร้องหาพระเจ้า ในการจำศีล และในการมอบสิ่งที่ท่านจะสามารถมอบให้ได้ ต่อพี่น้องชายหญิงของเราที่มีความขัดสนสิ่งที่จำเป็น

ไฟแห่งปัสกา

เหนือสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้าวิงวอนสมาชิกพระศาสนจักรให้เดินทางเทศกาลมหาพรตด้วยความกระตือรือร้น พร้อมกับเสริมพลังด้วยการทำบุญให้ทาน ถือศีลอดอาหาร และสวดภาวนา หากบางครั้งเปลวไฟแห่งความรักเมตตาดูเหมือนกำลังจะมอดไปในดวงใจของเรา จงทราบไว้ด้วยว่า นี่จะไม่ใช่กรณีดวงพระทัยของพระเจ้า พระองค์ประทานโอกาสให้เราเริ่มต้นรักใหม่เสมอ
พระพรแห่งพระหรรษทานพิเศษปีนี้จะเป็น “24 ชั่วโมงเพื่อพระคริสตเจ้า” ขอเชื้อเชิญทุกชุมชนของพระศาสจักรทำการฉลองศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดีกัน ด้วยกระบวนการแห่งการนมัสการศีลมหาสนิท ในปี 2018 ด้วยแรงบันดาลใจแห่งพระวาจาของบทเพลงสดุดีที่ 130:4 “การให้อภัยอยู่กับพระองค์” การเฝ้าศีลนี้จะมีตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 ถึงวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม ในแต่ละสังฆมณฑลอย่างน้อยต้องมีวัดหนึ่งที่เปิดประตูติดต่อกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการนมัสการศีลมหาสนิทและการแก้บาป
ช่วงคืนตื่นเฝ้าก่อนวันปัสกาเราจะทำการเฉลิมฉลองอีกครั้งหนึ่งในพิธีจุดเทียนปัสกา เมื่อได้รับมาจาก “ไฟใหม่” แสงสว่างนี้จะค่อยๆเอาชนะความมืด และส่องสว่างให้กับสัตบุรุษที่พากันมาชุมนุมร่วมพิธี ณ ที่นั้น “ขอให้แสงสว่างแห่งพระคริสตเจ้าผู้เสด็จกลับฟื้นคืนพระชนมชีพอย่างรุ่งโรจน์ จงขับไล่ความมืดแห่งดวงใจของเรา” และทำให้เราทุกคนสามารถมีชีวิตใหม่ ในประสบการณ์แห่งความเป็นศิษย์ที่กำลังเดินทางไปยังเมืองเอมมาอุส อาศัยการฟังพระวาจาของพระเจ้าและได้รับการเลี้ยงดูจากโต๊ะแห่งศีลมหาสนิท ขอให้ดวงใจของเรามีความร้อนรนยิ่งขึ้นในความเชื่อ ความไว้ใจ และความรัก
ด้วยความรักและคำสัญญาว่า ข้าพเจ้าจะอธิษฐานภาวนาให้ทุกคน ขอส่งการอวยพรมาให้ท่าน กรุณาอย่าลืมสวดสำหรับข้าพเจ้าด้วย

จากนครวาติกัน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2017
วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย
ฟรังซิส

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

13 กุมภาพันธ์ 2018, วันอังคาร สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา

เชื้อแป้งของฟารีสี

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวันยก 1:12-18, มก 8:14-21

ฟารีสีเป็นกลุ่มคนที่ศึกษาข้อเขียนของบรรดาประกาศก กฎหมายของโมเสส เป็นคนที่น่าจะรู้ถึงพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า น่าจะยินดีเมื่อได้พบกับพระเยเจ้า แต่ในการดำเนินชีวิตของพวกเขากลับเป็นตรงกันข้าม เพราะเขารู้แต่ไม่ปฏิบัติ เขาแสวงหาประโยชน์จากความไม่รู้ของผู้อื่นด้วยการบิดเบือนและตั้งกฎเกณฑ์ที่เพิ่มภาระแก่พวกเขา เขายังขัดขวางภารกิจของพระเยซูเจ้า จ้องจับผิดและหาทางกำจัดพระองค์ พระเยซูเจ้าพูดถึงพวกฟารีสีว่าคนหน้าซื่อใจคด

พระเยซูเจ้าสอนบรรดาศิษย์ในเรือ

พระเยซูเจ้าบอกกับเราว่า “จงระวังเชื้อแป้งของฟารีสี…” เพราะการดำเนินชีวิตแบบนั้นทำให้เราปิดหัวใจของเราจนไม่สามารถรับข่าวดีของพระได้ มีหูแต่ไม่ได้ยิน มีตาแต่มองไม่เห็น

วันนี้ อย่าลืมที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีสติเสมอ

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

12 กุมภาพันธ์ 2018, วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา

หนักแน่น อดทน

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ยก 1:1-11 / มก 8:11-13

นักบุญยากอบสอนกับเราวันนี้ว่าการที่เราอยากจะเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์นั้น เราต้องผ่านการทดสอบ ผ่านปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง โดยเฉพาะการไม่เป็นที่ยอมรับ แปลเจตนาการกระทำของเราเป็นอย่างอื่น ซึ่งมักส่งผลทำให้เราหวั่นไหว ท้อแท้ที่จะกระทำความดี ท่านสอนให้เรารู้จักหนักแน่น เพียรทน

the-pharisees-test-jesus-8-12-16
ฟารีสีทดสอบพระเยซูเจ้า

พระเยซูเจ้าเป็นตัวอย่างแก่เราในเรื่องนี้ พระองค์หลีกเลี่ยงที่จะโต้เถียงกับพวกฟารีสีที่ปิดใจไม่ยอมรับพระองค์ พวกเขาร้องขอเครื่องหมายอัศจรรย์ เหมือนกับคนตาบอดขอดูภาพอื่นๆเพิ่มเติม จะให้ดูอีกสักกี่ภาพคนตาบอดก็ไม่สามารถมองเห็น พระองค์เสด็จไปที่อื่นและกระทำภารกิจของพระองค์ต่อไป

พี่น้องทั้งหลาย จงคิดว่าเป็นที่น่ายินดีเมื่อประสบความยากลำบากต่างๆ เพราะท่านรู้อยู่แล้วว่าการที่ความเชื่อของท่านถูกทดสอบก่อให้เกิดความพากเพียร จงให้ความพากเพียรบังเกิดผลถึงที่สุด เพื่อท่านจะได้เป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ไม่มีที่ตำหนิ และไม่ขาดสิ่งใด

ชวนรำพึง

การทดสอบที่ไม่ยุติธรรม

นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งอ่านหนังสือจนดึกเพราะวันรุ่งขึ้นจะมีการสอบวิชาสัตววิทยา เมื่อเขาเข้ามาในห้องสอบก็เห็นมีรูปภาพนก 10 ภาพ แต่ภาพทั้งหมดถูกปิดไว้เว้นให้เห็นแต่ส่วนขาของมัน

เขาเลือกที่นั่งแถวหน้าสุด เพราะเขาตั้งใจจะทำข้อสอบให้ดีที่สุดเพื่อรักษาเกรดเฉลี่ยของเขาไว้ที่เกรด 4  อาจารย์ก็บอกกับนักศึกษาว่าการทดสอบในวันนี้จะเป็นการมองที่ขาของนกแต่ละตัวและให้บอกชื่อ รูปลักษณ์ของมัน สายพันธุ์ รวมทั้งลักษณะเฉพาะของนกแต่ละตัว

นักศึกษาคนนั้นมองไปที่ขานกแต่ละคู่ พวกมันดูเหมือนกันไปหมด เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดอารมณ์เสีย เพราะเขาอดหลับอดนอนมาตลอดคืนเพื่ออ่านหนังสืออย่างหนัก ตอนนี้เขาต้องมาบอกว่าเป็นนกอะไรโดยดูจากขาของมัน ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหัวเสีย จนกระทั่งเขาทนไม่ได้อีกต่อไป

เขาเดินไปหาอาจารย์และกล่าวว่า “ข้อสอบอะไรเนี่ย.. จะมีใครบอกได้ไหมว่าเป็นนกอะไรโดยดูแค่ขาของมัน” เขาเขวี้ยงข้อสอบไปที่บนโต๊ะของอาจารย์และเดินออกจากห้องด้วยความโมโห

อาจารย์ก็รู้สึกประหลาดใจ แต่เพราะนักเรียนในห้องมีจำนวนมากและเขาไม่สามารถจำชื่อลูกศิษย์ของเขาได้ ขณะที่นักศึกษานั้นอยู่ที่ประตูกำลังออกจากห้องไป อาจารย์ก็ร้องเสียงดังว่า “เดี๋ยวก่อน … เธอชื่ออะไร?”

นักศึกษาคนนั้นหันกลับมา แล้วก็ดึงขากางเกงขึ้นให้เห็นขาของเขา กล่าวว่า “ก็ดูเอาสิว่าผมชื่ออะไร ดูสิ”

 

หลายครั้งเราก็ไม่ต่างจากพวกฟารีสีเรามักทดสอบพระเจ้าในแบบเดียวกัน ให้พระเจ้าตอบสนองต่อคำวอนขอของฉันแล้วฉันจะเป็นคนดีจะเป็นลูกที่ดีของพระองค์   “พระเจ้าข้า ถ้าพระองค์….. แล้วฉันจะ….” เป็นการทดสอบที่ยุติธรรมสำหรับพระเจ้าหรือไม่???

 

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

11 กุมภาพันธ์ 2018, วันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา

ทรงรักษาโรคเรื้อน

คลิกอ่าน พระวาจาประจำวัน ลนต 13:1-2, 45-46, 1 คร 10:31 – 11:1,  มก 1:40-45

ชายโรคเรื้อนคนนี้ไม่ได้รับการบันทึกว่าทำไมเขาถึงเป็นโรคเรื้อน แต่ผลของการติดโรคเรื้อนทำให้เขาได้ต้องทรมานทางร่างกาย และเขาต้องปฏิบัติตามกฎหมายของโมเสสที่บันทึกไว้ในบทอ่านบทแรก “ผู้ใดเป็นโรคผิวหนังติดต่อได้ ต้องสวมเสื้อผ้าขาดไม่โพกศีรษะและปิดหน้าส่วนล่าง ร้องตะโกนว่า ‘มีมลทิน มีมลทิน’ เขาจะมีมลทินตลอดเวลาที่เป็นโรคผิวหนังติดต่อได้ และเพราะมีมลทิน เขาจะต้องแยกไปอยู่นอกค่าย” นั่นหมายถึงสภาพจิตใจก็บอบช้ำเช่นเดียวกัน เขาต้องถูกตัดออกจากสังคม ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ความรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้งกัดกินหัวใจของเขา ทรมานยิ่งกว่าสภาพความเจ็บป่วยฝ่ายกายเสียอีก…

โรคเรื้อน อาจจะหายไปแล้วเพราะความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ แต่โรคเรื้อนในจิตใจมนุษย์ล่ะ การดำเนินชีวิตอันเป็นสาเหตุให้แปลกแยกตนเองออกจากความสัมพันธ์กับเพื่อนพี่น้อง กับพระเจ้า การดำเนินชีวิตของเราอะไรบ้างที่นำไปสู่สภาพชีวิตเช่นนั้น ที่ทำให้บางคนต้องโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้ง??? มีใครรอบตัวบ้างที่กำลังได้รับผลร้ายของโรคเรื้อน???

20150215154820
พระเยซูเจ้าทรงรักษาชายโรคเรื้อน ภาพโดย Jean-Marie Melchior Doze

ความหวังสุดท้ายที่ชายโรคเรื้อนมีก็คือ แล้วพระเยซูเจ้าที่อยู่ตรงหน้าเขาจะเป็นเหมือนคนอื่นๆ ไหม ที่ปฏิเสธเขา พระองค์จะรังเกียจเขาด้วยหรือเปล่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้”  

คำตอบและท่าทีของพระองค์นำความชื่นชมยินดีมาสู่ชายโรคเรื้อน พระองค์ทรงสงสารเขา ทรงต้อนรับเขา และทรงเยียวยาเขาให้หายจากโรค พระเยซูเจ้าทรงสงสาร ตื้นตันพระทัย จึงทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด” ไม่เพียงแต่ฝ่ายร่างกายเท่านั้น แต่สภาพจิตใจของเขาได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ และแน่นอนว่าข่าวดีและความสมบูรณ์แห่งพระอาณาจักรของพระเจ้าจะเกิดขึ้นและจะมีสภาพเช่นเดียวกันนี้แหล่ะ เมื่อมนุษย์และสิ่งสร้างทั้งมวลที่พระองค์ทรงสร้างได้รับการฟื้นฟูในกลับมาสู่สภาพสมบูรณ์เหมือนเมื่อครั้งแรกที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ซึ่งแน่นอนอาศัยพลังแห่งการเยียวยารักษาของพระเยซูเจ้า

ทุกครั้งที่เรานำความสัมพ้นธ์กลับสู่ความเป็นหนึ่งเดียว ทุกครั้งที่เราสนใจเอาใจใส่ผู้ถูกโดดเดี่ยวถูกทอดทิ้ง เราก็เป็นเหมือนพระเยซูเจ้าที่กำลังรักษาโรคเรื้อนเช่นเดียวกัน…ใช่ไหมครับ?

แล้วทำอย่างไรไม่ให้ติดโรคเรื้อนฝ่ายจิตวิญญาณ ที่ทำลายชีวิตและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นักบุญเปาโลในบทจดหมายของท่านถึงชาวโครินทร์บอกกับเราว่า เราต้องทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติแด่พระ ไม่ใช่เพื่อให้คนยอมรับเพื่อชื่อเสียงของตนเอง เราต้องรู้จักเกรงใจเห็นอกเห็นใจและคิดถึงความดีของผู้อื่่นก่อนคิดถึงตัวเอง ปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ “เมื่อท่านจะกินจะดื่มหรือจะทำอะไรก็ตาม จงทำเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเถิด อย่าทำสิ่งใดให้เป็นที่ขุ่นเคืองใจแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวกรีก หรือชุมชนของพระเจ้า ข้าพเจ้าพยายามทำทุกสิ่งเพื่อเป็นที่พอใจของทุกคน มิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่เห็นแก่ประโยชน์ของทุกคน เพื่อเขาจะได้รับความรอดพ้น”

ขอพระวาจาของพระเจ้านำทางเรา ขอพระหรรษทานจากพระเยซูคริสต์ได้เยียวยารักษาจิตวิญญาณของเราเช่นเดียวกัน