ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

20 พฤษภาคม 2020 วันพุธ สัปดาห์ 6 เทศกาลปัสกา (กจ 17:15, 22-18:1)

เปาโลปราศรัยแก่ชาวเอเธนส์กลางที่ประชุมอภิรัฐสภาด้วยความตั้งใจถึงเรื่องของพระเยซู แต่คนเหล่านี้แม้เป็นคนมีปัญญา เขากลับมองว่าเป็นเรื่องเล่าฆ่าเวลา “รอไว้ฟังเรื่องนี้จากท่านในคราวหน้าก็แล้วกัน”(กจ 17:32) แม้การประกาศข่าวดีดูช่างไร้ผลสำหรับเปาโล แต่ลูกาก็บันทึกว่า “แม้กระนั้น บางคนก็ยังติดตามเปาโลและมีความเชื่อ คือ ดีโอนีซีอัส สมาชิกอภิรัฐสภา และสตรีคนหนึ่งชื่อดามารีส รวมทั้งคนอื่นอีกจำนวนหนึ่ง” (กจ 17:34)

Daily Meditations with Fr. Alfonse: Acts 17:15, 22-18:1 Paul and ...

งานประกาศข่าวดีเป็นงานที่ไม่อาจจะวัดประเมินหรือเปรียบเทียบกันที่ยอดไลค์ ยอดแชร์บนสื่อสังคม เราไม่ควรหลอกตนเองโดยคิดว่าเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ จนลืมที่จะทุ่มเทในงานประกาศข่าวดีอย่างซื่อสัตย์ บางทีพระเจ้าอาจจะให้เราเป็นเพียงผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งข่าวดี และให้ผู้ที่ตามมาภายหลังเป็นผู้เก็บเกี่ยวก็เป็นได้ เปาโลไม่รีรอที่จะชื่นชมผลงานการประกาศข่าวดีของตนเอง “หลังจากนั้น เปาโลออกจากกรุงเอเธนส์ไปเมืองโครินธ์” (กจ 18:1)

ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ทำตามคำสั่งทุกประการแล้ว จงพูดว่า ‘ฉันเป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์ เพราะฉันทำตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น’ (ลก 17:10)

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

19 พฤษภาคม 2020 วันอังคาร สัปดาห์ 6 เทศกาลปัสกา (กจ 16:22-34)

แม้ว่าเปาโลและสิลาสถูกใส่ร้ายคุกคามโดยเฉพาะจากบรรดาผู้เสียผลประโยชน์ พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ เขาทั้งสองไม่ได้หนีหน้าไปไหน การอธิษฐานภาวนาและขับร้องสรรเสริญพระเจ้า และอยู่ท่ามกลางผู้คุมขังและนักโทษของพวกเขากลายเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า

Believe in the Lord Jesus Christ | Daily Bible Readings

การประกาศข่าวดีของเราคริสตชนเป็นไปอย่างกล้าหาญมากน้อยเพียงใด? เรากล้าที่จะยืนหยัดยืนยันความเชื่อของเรามากน้อยขนาดไหน? ที่น่าเสียดายก็คือบางครั้งเรากริ่งเกรงผู้มีอำนาจ ผู้มีฐานะ เรากริ่งเกรงผู้ที่เราหวังพึ่งเขาเป็นฐานอันมั่นคงในชีวิตของเราจนสูญเสียจุดยืนในความเชื่อ สูญเสียพลังในการประกาศข่าวดี

ให้เรากล้าหาญกล้าเผชิญกับกับสถานการณ์ยากลำบากแม้กระทั่งภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อให้งานประกาศข่าวดีจะได้ก้าวหน้าไป

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

17 พฤษภาคม 2020 อาทิตย์ที่ 6 เทศกาลปัสกา (กจ 8:5-8,14-17)

ชาวสะมาเรีย” ที่ได้รับการประกาศข่าวดีโดยฟิลิปคือ ชนชาติสะมาเรียที่มีความสัมพันธ์กับชาวยิวทั้งทางสายโลหิตและศาสนา แต่ได้แยกตนออกไปจากชุมชนอิสราเอลและมีความเชื่อถือไม่ตรงกัน (เทียบ มธ 10:5-6, ยน 4:9) พวกเขาได้เห็นกิจการอัศจรรย์และหันมาเรียนคำสอนและรับศีลล้างบาปเป็นคริสตชนในที่สุด

acts-8-5-8-philip-preaching-in-samaria - Catholic Stewardship ...

งานประกาศข่าวดีจำเป็นจะต้องออกจากขอบเขตแวดวงที่ตนคุ้นเคย สนิทชิดเชื้อ สบายใจที่จะทำงานด้วย ซึ่งกลุ่มคนที่เราประกาศข่าวดีด้วยอาจจะหมายถึงคนที่เคยแยกตัวไปจากเรา หรือคนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างธรรมเนียม คำถามที่ผู้ประกาศข่าวดีทั้งหลาย(คริสตชนทุกคน)ควรทบทวนคือเรามีมาตรฐานหรือเงื่อนไขประการใดบ้างไหมที่เราควรละวาง เพื่อจะทำงานประกาศข่าวดีกันเสียที กิจเมตตาสงเคราะห์ที่เราทำเป็นแบบเปิดกว้างหรือเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย?

ให้เราเปิดใจเพื่อเข้าสู่งานประกาศข่าวดีอย่างแท้จริง

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

16 พฤษภาคม 2020 วันเสาร์ สัปดาห์ 5 เทศกาลปัสกา (กจ 16:1-10)

เปาโลเตรียมทิโมธีซึ่งจะเป็นเพื่อนร่วมงานประกาศข่าวดีของเขาอย่างถาวร ด้วยการให้เขาเข้าสุหนัต ทั้งที่บิดาของเขาเป็นชาวกรีก และกฎเกณฑ์นี้ได้รับการยกเว้นตามข้อสรุปของบรรดาอัครสาวกแล้ว ทิโมธียอมตามข้อเสนอของเปาโลด้วยเหตุผล “เพื่อเอาใจบรรดาชาวยิวที่อยู่ในที่ต่างๆ …” เพื่อเขาเองจะได้ทำงานร่วมกับเปาโลท่ามกลางชาวยิวได้อย่างราบรื่น จะได้ไม่ถูกมองว่าเขาเป็นชนชาติที่ไม่สะอาด นั่นหมายถึงการประกาศข่าวดีจะเป็นที่ยอมรับได้ง่ายขึ้น

Was Paul wrong to have Timothy circumcised? – Good Question

กฎเกณฑ์หรือระเบียบชีวิตบางอย่างเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ที่เล็งเห็นความดีในอนาคต ควรจัดวางให้เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อจะมีชีวิตที่ราบรื่นก้าวหน้า ผู้น้อยที่สุภาพนอบน้อมพึงตระหนักในความปรารถนาดีของผู้ใหญ่ที่รักเรา และปฏิบัติตามด้วยความยินดี โดยมั่นใจว่าความดีจะเกิดขึ้นแก่เราเองในอนาคต … ขณะเดียวกันการประกาศข่าวดีที่จะบังเกิดผล เป็นที่ยอมรับ ในบางครั้งจำเป็นต้องคำนึงและเคารพในขนบประเพณีเดิมที่มีอยู่ก่อน เพราะการประกาศข่าวดีห่างไกลจากการล่าอาณานิคม การกลืนชาติ กลืนวัฒนธรรม การประกาศข่าวดีที่แท้จริงนั้นเป็นการเปิดเผยคุณค่าแห่งพระวรสารที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน

ให้เราเป็นคนที่รู้จักรับฟังคำแนะนำ พร้อมจะปรับตัวเอง ปรับปรุงตนเองเพื่อเห็นแก่ความดีที่จะเกิดขึ้นเสมอ

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

15 พฤษภาคม 2020 วันศุกร์ สัปดาห์ 5 เทศกาลปัสกา (กจ 15:22-31)

จดหมายที่บรรดาอัครสาวกและผู้อาวุโสเขียนถึงคริสตชนที่เมืองอันติโอก ในแคว้นซีเรียและแคว้นซีลีเซีย มีข้อความว่า “…เรารู้ว่า พวกเราบางคนกล่าวถ้อยคำให้ท่านสับสนและวุ่นวายใจ โดยไม่ได้รับคำสั่งจากเราเลย…”(กจ 15:24) แม้กระทั่งในหมู่คริสตชนก็ยังมีบางคนที่เต็มไปด้วยพฤติกรรมเหล่านี้ ปัญหาสงบลงได้เมื่อผู้ที่มีอำนาจตัดสินด้วยความชอบธรรมเหมาะสมโดยไม่ปล่อยให้บานปลาย

The Council at Jerusalem – Acts 15:22-33 – Christian Liberty and ...

การกระทำบางอย่างนำไปสู่ความวุ่นวาย สับสน แตกแยกในหมู่คณะ หลายครั้งมักเป็นผลจากการอ้างอำนาจ อ้างว่าตนเองมีความชอบธรรม สังคมมักแตกแยกเพราะคนเหล่านี้

พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงรักกันและกันเหมือนที่เรารักท่าน” การกระทำที่ออกมาจากความรักมักเปี่ยมพลัง มีความชอบธรรมที่จะรวบรวมทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

14 พฤษภาคม 2020 วันพฤหัส สัปดาห์ 5 เทศกาลปัสกา (กจ 1:15-17, 20-26)่

ในระหว่างที่บรรดาอัครสาวกกำลังจะเลือกระหว่าง “บารซับบัสหรือยุสทัสและอีกคนชื่อมัทธีอัส” เข้ามารับหน้าที่แทนยูดาส พวกเขาภาวนาและให้พระเจ้าชี้หนทางให้แก่พวกเขา “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงทราบจิตใจของมนุษย์ทุกคน ขอทรงแสดงให้ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้ว่า พระองค์ทรงเลือกคนใดในสองคนนี้ ให้รับหน้าที่รับใช้เป็นอัครสาวก…” และดูเหมือนมัทธีอัสได้รับเลือกด้วยวิธีการง่ายแสนง่าย “การจับสลาก” แต่นั่นเป็นหนทางของพระเจ้า และต้องไม่ลืมว่าเขาก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่สมควรถูกเลือกแล้ว

Hartford Catholic Biblical School: Weekly Bible Study - Acts 1:15 ...

การวิเคราะห์วิพากษ์ก่อนที่จะมีพระสังฆราชปกครองสังฆมณฑลองค์ใหม่สักองค์หนึ่งมักจะมีประเด็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสม คุณวุฒิ วัยวุฒิ ความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิต ความสัมพันธ์กับบุคคลในระดับต่างๆ ฯลฯ ราวกับว่าจะเอานักบุญหรือเทวดามาปกครอง ทั้งหมดทั้งมวลอาจจะเป็นเพียงการใช้สายตาของชาวโลก บางทีผู้ที่ได้รับเลือกอาจจะเป็นพระสงฆ์ผู้ซื่อสัตย์ในการรับใช้ จิตใจเที่ยงธรรมเท่านั้นเอง ต้องไม่ลืมว่า “ถ้าเป็นงานของพระ พระจะทรงเลือกสรร คุณสมบัติอื่นๆในสายตาของมนุษย์ก็ไม่ใช่เงื่อนไข ทั้งหมดเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์”

เรามีพระอัครสังฆราชองค์ใหม่ประจำอัครสังฆมณฑลท่าแร่คือ พระอัครสังฆราช อันตน วีระเดช ใจเสรี เป็นความยินดีสำหรับเราด้วยในฐานะเป็นพระศาสนจักรในประเทศไทย เราไม่ลืมที่จะภาวนาเพื่อพระคุณเจ้าฯ เป็นพิเศษในการนำประชากรศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าก้าวเดินไปหาพระองค์

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

13 พฤษภาคม 2020 วันพุธ สัปดาห์ 5 เทศกาลปัสกา (15:1-15)

การยกเลิกการเข้าสุหนัตและธรรมบัญญัติของโมเสสบางประการ เป็นสิ่งที่เปโตรและบรรดาอัครสาวกได้ทำการปรึกษาหารือถกเถียงกันและตัดสินใจภายใต้การนำของพระจิตเจ้า พวกเขาตัดสินใจเช่นนี้เพื่อเห็นแก่ความดีของบรรดาคริสตชนที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ในบรรดาคริสตชนใหม่นี้ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นชาวยิว และการเข้าเป็นคริสตชนก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องถือปฏิบัติตามประเพณีของชาวยิวไปเสียทั้งหมด นับเป็นเรื่องสำคัญที่เราคริสตชนก็ได้ผลจากการตัดสินใจของพวกเขา

When a council gave sound counsel - Wednesday, 5th Week of Easter ...

ความเคยชินแบบใหม่ วิถีชีวิตปกติแบบใหม่ หรือ New Normal เป็นสิ่งที่พูดกันมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มองกันว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์ แม้แต่ในสังคมไทยอาจจะเปลี่ยนไป บ้างก็มองว่าเป็นไปโดยความจำเป็น บ้างก็ว่าเป็นสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เราคงไม่อาจจะปฏิเสธ “การเปลี่ยนแปลง” ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต การเปลี่ยนแปลงอาจจะนำไปสู่ภาวะที่ดีกว่าเดิมหรือเลวร้ายกว่าเดิม เวลาเดียวกันการยึดมั่นในสิ่งเดิมอาจจะเป็นการรักษาคุณความดี แต่บางทีก็กลายเป็นการขัดขวางความดีที่จะเกิดขึ้น

การรักษาคุณค่าหรือความดีอาจจะเป็นไปได้ด้วยวิธีการอนุรักษ์การคงไว้ซึ่งวิถีปฏิบัติแบบเดิมๆ หรือ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในแบบใหม่ ไม่มีใครจะตัดสินชี้ชะตาได้ลำพัง จำเป็นต้องปรึกษาหารือ เรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน ท้ายที่สุดเป้าหมายต้องชัดเจนคือเพื่อความดีที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม และไม่ลืมที่จะให้พระจิตเจ้านำทาง

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

12 พฤษภาคม 2020 วันอังคาร สัปดาห์ 5 เทศกาลปัสกา (กจ 14:19-28)

เปาโลถูกประชาชนใช้ก้อนหินขว้างแล้วลากออกไปนอกเมืองเพราะคิดว่าเปาโลตายแล้ว แต่เปาโลก็ยังคงไม่ละทิ้งงานประกาศข่าวดีของตน ความยากลำบากและปัญหาไม่ได้ทำให้ความซื่อสัตย์ในพันธกิจที่เขาได้รับจากพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพลดน้อยถอยลง

FBCOB Podcast: Staying Strong in the Lord // Acts 14:19-28 // 10 ...

บ่อยครั้งปัญหาและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตทำให้เราถอยห่างละเลยต่อหน้าที่ของเราตามสถานะบทบาทที่พระเจ้าทรงมอบให้ เราคิดว่าชีวิตของเราจะต้องราบรื่นโรงด้วยกลีบกุหลาบ แต่ความจริงของชีวิตก็บอกกับเราว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นักบุญเปาโลเตือนเราในวันนี้ให้เรามีความเข้มแข็งและมั่นคงในการดำเนินชีวิต “พวกเราจำเป็นต้องฟันฝ่าความทุกข์ยากเป็นอันมากจึงจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้”

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

7 พฤษภาคม 2020 วันพฤหัส สัปดาห์ 4 เทศกาลปัสกา (กจ 13:13-25)

พระวาจาประจำวันนี้กล่าวถึงเปาโลกำลังพูดกับชาวยิวในศาลาธรรม เขาเล่าย้อนกลับไปในพันธสัญญาเดิม กล่าวถึงแผนการของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา และเข้ามามีส่วนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวในฐานะเป็นประชากรที่พระเจ้าเลือกสรรอย่างไร เปาโลเล่าจนถึงยอห์นได้เป็นพยานถึงองค์พระเยซูเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่พระบิดาทรงส่งมา (มีต่อวันพรุ่งนี้)…

GOD IS ALWAYS FAITHFUL TO HIS PROMISES [ACTS 13:13-25] – THURSDAY ...

หากเราได้มองย้อนไปในประสบการณ์ชีวิตของเราที่ผ่านมา เราคงได้เห็นพระญาณสอดส่องการนำทางจากองค์พระเจ้าในชีวิตของเรา บางครั้งมีสุข บางคราวมีทุกข์ปะปน แม้กระนั้นเราก็อาจจะพบการประทับอยู่ของพระเจ้าในขณะนั้นและกำลังนำเราสู่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

เราต่างมีที่มาที่ไป พระเจ้าทรงนำเราในขณะนี้อย่างไร พระองค์ประสงค์นำทางเราไปสู่สภาพเช่นไร?

ข้อคิดจากพระวาจาประจำวัน

6 พฤษภาคม 2020 วันพุธ สัปดาห์ 4 เทศกาลปัสกา (กจ 12:24-13:5)

พระศาสนจักรแรกเริ่มแผ่ขยายขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจในการประกาศข่าวดีของบรรดาอัครสาวก และบรรดาคริสตชน ในท่ามกลางบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเหล่านี้มีบุคคลที่มึคุณลักษณะ ทักษะ และความสามารถที่แตกต่างหลากหลาย เช่น บางคนเป็นประกาศก บางคนเป็นอาจารย์ บางคนเป็นผู้ได้รับการศึกษาอบรมเฉพาะบางอย่าง ฯลฯ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ค่อยมีปัญหาในการมอบหมายหน้าที่ ในความร่วมมือต่อกัน เพราะเขาทำงานภายใต้การนำของพระจิตเจ้า ตัวอย่างที่เราเห็นในพระวาจาประจำวันนี้ “ท่านทั้งหลายจงแยกบารนาบัสและเซาโลไว้ปฏิบัติภารกิจที่เราเรียกเขาให้มาปฏิบัติเถิด”(กจ 13:2)

Barnabas and Saul Commissioned | Daily Bible Readings

พระศาสนจักรในปัจจุบันอาจจะต้องหันกลับมาทบทวนงานประกาศข่าวดีอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะในระดับสากลหรือระดับท้องถิ่น เรายังคงถืองานประกาศข่าวดีเป็นเป้าหมายหลักของเราหรือไม่ เรายังถือว่านี่เป็นพันธกิจที่เราได้รับจากพระเยซูเจ้าโดยตรงหรือไม่ หากความสนใจของเราเป็นเพียงการสร้างเกียรติชื่อเสียง สร้างผลงาน สร้างฐานอำนาจ เป้าหมายของความพยายามทั้งหมดของเราก็อยู่แค่ที่ตนเอง ผลสัมฤทธิ์คงไม่ใช่ความก้าวหน้าของพระศาสนจักร ที่เรียกร้องการทำงานในแบบสนับสนุนกัน ให้กำลังใจกันและกัน ให้โอกาสคนที่มีความรู้ความสามารถได้ปฏิบัติ

การตัดสินใจของเราในแต่ละกิจการโดยเฉพาะในสิ่งที่สำคัญๆ ยังสอดคล้องกับการนำทางของพระจิตเจ้าหรือไม่? ความดีที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลถึงสังคมหรือพระศาสนจักรเป็นส่วนรวมหรือเกิดความดีแค่ที่ตัวเอง?